“ภัทรพงศ์” ลงพื้นที่ตรวจ ทล.117 “นครสวรรค์ - พิจิตร”ปรับปรุงผิวทาง สั่งแก้ปัญหาเบี่ยงจราจรทำประชาชนสับสน และตรวจศูนย์ควบคุมการบิน มุ่งยกระดับระบบคมนาคมและมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทาง
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกตรวจราชการและติดตามโครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 117 สายนครสวรรค์ - พิจิตร ตอน 2 (อ.โพธิ์ประทับช้าง - อ.วชิรบารมี) ซึ่งปัจจุบันกรมทางหลวงอยู่ระหว่างดำเนินโครงการปรับปรุงผิวจราจรเป็นคอนกรีต ช่วง กม.79+000 ถึง กม.96+700 รวมระยะทาง 17.70 กิโลเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571
ในระหว่างการดำเนินงาน ได้รับแจ้งจากผู้ใช้เส้นทางว่าเกิดความสับสนในการเดินทาง เนื่องจากเส้นทางเบี่ยงและแนวเขตก่อสร้างมีการเปลี่ยนแปลงสลับไปมาบ่อยครั้ง จึงได้ประสานงานขอความร่วมมือไปยังผู้รับเหมาให้ปรับปรุงแก้ไข โดยจัดทำแนวทางเบี่ยงทั้งหมดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อลดความสับสน อำนวยความสะดวก และเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้ใช้เส้นทาง จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ
จากนั้น ได้เดินทางไปยังท่าอากาศยานพิษณุโลก เพื่อตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการบินพิษณุโลก พร้อมเยี่ยมชมระบบ Aerodrome Flight Information Service (AFIS) เพื่อติดตามความพร้อมในการบริหารจัดการจราจรทางอากาศและการสื่อสารการบินให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ได้วางแผนที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการจราจรทางอากาศ จากเดิมที่เป็นระบบควบคุมการจราจรทางอากาศ (ATC) โดยเจ้าหน้าที่ ATCO มาเป็นการให้บริการข้อมูลการบินและการแจ้งเตือน (AFIS) โดยเจ้าหน้าที่ AFISO ซึ่งเป็นระบบให้บริการข้อมูลการบินในเขตสนามบินด้วยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ สำหรับนำมาใช้กับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินไม่หนาแน่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการห้วงอากาศ ลดภาระด้านกำลังคน และยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านการบิน โดยยังคงยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยทางอากาศสูงสุด
ทั้งนี้ บวท. ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านระบบ อุปกรณ์ และบุคลากร โดยมีแผนจะเริ่มนำร่องใช้งานเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ท่าอากาศยานแพร่ และท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ ภายในปีพ.ศ.2571 ซึ่งจะกลายเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับและพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาคทั่วประเทศ ให้พร้อมรองรับการเติบโตของการเดินทาง การท่องเที่ยว และระบบขนส่งทางอากาศของประเทศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน


