“เอกนัฏ” ศึกษานำเงินกองทุนอนุรักษ์พลังงาน มาใช้เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หวังลดภาระติดลบ 1 แสนล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้เงินเพิ่ม พร้อมหารือคลังใช้เงินปันผลจากบริษัทน้ำมันช่วยลดภาระพลังงานประชาชน หวังคลังเร่งสรุปลดภาษีสรรพสามิต เบื้องต้นลดภาษีน้ำมัน E20-B20 ขณะที่ร่างแผนPDP อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน วางกรอบการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในช่วง 10 ปีแรกจาก 20กว่า% เป็น 50% ก่อนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนในระยะต่อไป
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายในงาน สัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposion 2026 เรื่อง “Thailand Pragmatic Energy Transition พลังงานยุคใหม่ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การแข่งขันโลกอย่างยั่งยืน” จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทย (ส.อ.ท.) ว่า เปิดเผยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบ100,000 ล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาหลายแนวทางเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ โดยการกู้เงินฯเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะ ดังนั้นหนึ่งในทางเลือกคือการพิจารณานำเงินจากกองทุนอื่นที่มีเงินสะสมอยู่แต่ยังไม่ได้ใช้ มาเติมให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยลดภาระการชดเชยราคาน้ำมันหวังบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
โดยกำลังพิจารณาใช้เงินสะสมจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีการจัดเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน โดยอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะสามารถนำเงินส่วนที่ยังไม่ได้ใช้มาช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันราคาน้ำมันผันผวนอยู่ในระดับสูง การนำเงินกองทุนอนุรักษ์ฯที่มีอยู่มาใช้บรรเทาผลกระทบให้ประชาชนถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ควรพิจารณา
อย่างไรก็ตาม การนำเงินจากกองทุนอื่นมาใช้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา โดยต้องพิจารณารายละเอียดและวัตถุประสงค์ของแต่ละกองทุนให้ชัดเจนก่อน ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะนำเงินมาใช้ได้เท่าใด หรือจะดำเนินการได้เมื่อใด
นอกจากนี้ ตนยังเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาแนวทางนำเงินปันผลจากบริษัทน้ำมัน อาทิ ปตท. และบางจาก ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น มาช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน โดยเห็นว่าเมื่อบริษัทมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นจนมีเงินปันผลมากขึ้น ก็ควรพิจารณานำรายได้ดังกล่าวมาช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำมันในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ติดลบประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนฯเคยติดลบถึง 150,000 ล้านบาท จะเห็นว่ายังมีทางเลือกในการบริหารจัดการอีกหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเงินจากกองทุนอื่นมาเสริมสภาพคล่อง และการใช้มาตรการทางภาษีหากสถานการณ์จำเป็น
ส่วนแนวทางการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน รัฐมีการลดภาษีสรรพสามิตลงประมาณ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลานาน1-2ปี ส่งผลให้รายได้ภาครัฐลดลง และเพิ่มความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปราว 1.3 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี ระหว่างนี้ รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่กับการนำส่วนต่างผลประโยชน์จากค่าการกลั่นมาใช้ช่วยพยุงราคาน้ำมัน นายเอกนัฏระบุว่า มีการใช้กลไกค่าการกลั่นไปแล้วเกือบ 30,000 ล้านบาท โดยปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 4 บาท/ลิตร เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลกทั้งหมด หลังราคาน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา
ส่วนมาตรการภาษี เบื้องต้นมีการหารือกับกระทรวงการคลังถึงแนวทางลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่ E20 และ B20 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า โดย B20 เน้นภาคขนส่ง ขณะที่ E20 ใช้ในกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ไรเดอร์ และผู้ใช้อุปกรณ์การเกษตร ปัจจุบันน้ำมันทั้งสองชนิดมีราคาถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานอย่าง B7 และ E10 ประมาณ 6 บาทต่อลิตร โดยรัฐบาลต้องการรักษาส่วนต่างราคานี้ไว้เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กลุ่มผู้ใช้งานที่จำเป็น
นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ปริมาณการใช้ B20 เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการใช้น้อยมาก มาอยู่ที่ประมาณวันละ 6 ล้านลิตร สะท้อนว่ามาตรการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเริ่มมีบทบาทในการช่วยเหลือภาคขนส่ง ขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกคลี่คลายลง รัฐบาลก็พร้อมพิจารณาปรับลดราคาน้ำมันตามต้นทุนตลาด โดยไม่เพิ่มภาระให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมากไปกว่าเดิม
สำหรับแนวทางการบริหารกองทุนในระยะต่อไป นายเอกนัฏย้ำว่า รัฐบาลกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพยายามใช้ทุกกลไกที่มีอยู่เพื่อลดภาระของประชาชน โดยการดึงเงินจากกองทุนอื่นมาเสริมสภาพคล่องยังเป็นหนึ่งในทางเลือกที่อยู่ระหว่างศึกษา ควบคู่กับการหารือกระทรวงการคลังและการพิจารณามาตรการภาษีตามความจำเป็น
ปรับพาดหัวให้ชัดว่ายังอยู่ระหว่างศึกษาลดความซ้ำเรื่องกองทุนติดลบ
นายเอกนัฏ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026)ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาหลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดยเบื้องต้นมีการเสนอไว้ 4 ทางเลือก ซึ่งกำหนดกรอบการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดในช่วง 10 ปีแรกจากปัจจุบันประมาณ 20กว่า% เป็น 50% ก่อนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนในระยะต่อไป โดยคาดว่าทั้ง 4 ทางเลือกจะมีสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดตั้งแต่ 65% ไปจนถึงเกือบ 90%
ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นทางเลือกใด แต่ก็พยายามนำทั้ง 4 ทางเลือกมาพิจารณาและอาจปรับบางอย่างให้เหมาะสมเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางใหม่ตามนโยบายและแผน สำหรับกรอบการพัฒนา PDP 2026 ในช่วง 10 ปีแรก ทุกทางเลือกจะมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดจากระดับประมาณ 20กว่า% เป็น 50% เหมือนกัน ส่วนการเพิ่มสัดส่วนหลังจากนั้น จะพิจารณาความเหมาะสมระหว่างการผลิตไฟฟ้าสะอาดกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) โดยเปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด
“ได้เรียกทุกหน่วยงานมาหารือเพราะเราต้องการขยับสัดส่วนไฟฟ้าสะอาดให้สูงขึ้น โดยเป้าหมายเบื้องต้นในแต่ละทางเลือกอยู่ที่ 65% เป็นอย่างน้อย และมีความพยายามผลักดันให้สูงกว่า 70% ควบคู่กับการพิจารณาเทคโนโลยีด้านคาร์บอน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มพลังงานสะอาด ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว”
ทั้งนี้ แหล่งข่าวพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ร่างแผน PDP 2026 อยู่ที่รมว.พลังงานเรียบร้อยแล้ว และน่าจะมีแนวทางที่ 5 หรือ 4 พลัส ซึ่งเป็นแนวทางนายเอกนัฏนำมาปรับให้เป็นแนวทางที่เหมาสมและดีที่สุดในแบบฉบับของตนเอง ที่จะต้องพิจารณาเรื่องการต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ต้องสอดคล้องกันกับทุกส่วนให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามยังมั่นใจแผน PDP ฉบับนี้จะถูกประกาศออกมาให้เห็นภายในปี 2569 นี้อย่างแน่นอน


