“พิพัฒน์” ปักธง M6 เปิดบริการทุกวัน เริ่ม 25 ธ.ค. 69 ดันมอเตอร์เวย์ M8-ขยายเพชรเกษม 8 เลนแก้รถติดลงใต้ เร่งรถไฟทางคู่เฟส 2 เติมโครงข่ายลดต้นทุนโลจิสติกส์ เชื่อมไทยสู่จีน–มาเลเซีย–สิงคโปร์
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน–นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร เตรียมเปิดให้บริการ ตลอดสาย 24 ชั่วโมง ทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.2569 จากปัจจุบันที่เปิดทดลองให้วิ่งฟรีเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ (วันศุกร์ 12.00 น. ถึง วันอาทิตย์ 24.00 น.)
ส่วนแผนแก้ปัญหารถติด เดินทางลงภาคใต้ ในปี 2570 จะผลักดันมอเตอร์เวย์ M8 ช่วงนครปฐม-ปากท่อ-ชะอำ โดยใช้เงินจากกองทุนมอเตอร์เวย์ส่วนหนึ่ง อีกส่วนจะหารือกระทรวงการคลังเพื่อระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund เพื่อช่วยแบ่งเบาปริมาณรถจากถนนพระราม 2
ส่วนช่วงจากปราณบุรี-ชุมพร อยู่ระหว่างหารือแนวทางขยายถนนเพชรเกษมจาก 4 เลนเป็น 8 เลน ก่อนยกระดับ 4 เลนตรงกลางให้เป็นมอเตอร์เวย์ เพื่อรถทางไกลจะวิ่งต่อเนื่องไม่ต้องติดสัญญาณไฟ ส่วนถนนด้านข้างใช้เข้าอำเภอ ตำบล และตัวจังหวัดได้ตามปกติ
@ดันรถไฟทางคู่ครบ 2,800 กม.เชื่อม จีน,ลาว,มาเลย์
ด้านระบบราง ปัจจุบันไทยมีรถไฟทางคู่แล้วเสร็จประมาณ 1,111 กิโลเมตร อยู่ระหว่างก่อสร้างอีกกว่า 900 กิโลเมตร และเตรียมประมูลก่อสร้างอีกกว่า 500 กิโลเมตร รวมในอนาคตอันใกล้จะมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ประมาณ 2,800 กิโลเมตรทั่วประเทศ
เส้นทางภาคเหนือรถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ที่จะเชื่อมจีนตอนใต้
คาดแล้วเสร็จปี 2571 ส่วนทางคู่เฟส 2 ช่วงขอนแก่น–หนองคาย เชื่อม สปป.ลาว คาดแล้วเสร็จปี 2574 ขณะที่ ชุมทางถนนจิระ –อุบลราชธานี ตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2577
เส้นทางภาคใต้ ครม.ได้อนุมัติรถไฟทางคู่ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี–หาดใหญ่ และหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์แล้ว ขณะที่เส้นหาดใหญ่–ปัตตานี–สุไหงโกลก อยู่ระหว่างศึกษาและออกแบบ คาดแล้วเสร็จในปี 2570 เพื่อเชื่อมต่อระบบรางเข้าสู่มาเลเซียทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก
เมื่อโครงข่ายแล้วเสร็จ รถบรรทุกจะเปลี่ยนบทบาทเป็น Feeder ระยะไม่เกิน 150 กิโลเมตร รับสินค้าจากโรงงานหรือพื้นที่ผลิตเข้าสถานีรถไฟ ก่อนขนต่อด้วยระบบรางไปยังปลายทาง ช่วยลดรถบรรทุกทางไกลบนถนน ลดความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพขนส่งสินค้า
นายพิพัฒน์ระบุว่า การเชื่อมประเทศไทยกับเศรษฐกิจโลกจะต้องใช้ทั้งทางทะเลและทางอากาศ โดยท่าเรือแหลมฉบังปัจจุบันรองรับตู้สินค้าประมาณ 10 ล้าน TEU และอยู่ระหว่างขยายเฟส 3 ซึ่งคาดว่าอีก 4 ปีจะเปิดบริการเพิ่มขีดความสามารถได้อีกราว 7 ล้าน TEU
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนการขนส่งสินค้าทางอากาศ มีปริมาณไม่ถึง 1% ของสินค้าส่งออกทั้งหมด แต่คิดเป็นมูลค่าราว 33% หรือประมาณ 3.5 ล้านล้านบาทต่อปี ปัจจุบันสุวรรณภูมิรองรับสินค้าทางอากาศราว 1.7 ล้านตันต่อปี
โดยเมื่อคลังสินค้าแห่งที่ 3 เปิดดำเนินการในปี 2572 คาดว่าจะเพิ่มขีดความสามารถได้อีก 6-7 แสนตันต่อปี ดันปริมาณรวมเป็น 2.3-2.4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท
เป้าหมายของโครงสร้างพื้นฐานที่กล่าวมา คือการใช้ระบบรางเป็นแกนกลางภายในประเทศ รถบรรทุกเป็นตัวป้อนสินค้า ทางทะเลรองรับสินค้าน้ำหนักมาก และทางอากาศรองรับสินค้ามูลค่าสูง เพื่อยกระดับไทยเป็นจุดเชื่อมการขนส่งระหว่างจีน อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ


