xs
xsm
sm
md
lg

Lisa Effect HEYTEA ต่อยอดชาไวรัล สู่เกมตลาดโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน - ปรากฏการณ์ Lisa Effect กำลังถูกต่อยอดสู่เกมธุรกิจ จากภาพแก้วมัทฉะของลิซ่า BLACKPINK ที่สร้างกระแสตามรอยบน Instagram ในปี 2568 สู่ความร่วมมือระดับโลกกับ HEYTEA อย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 แบรนด์ชาจีนต่อยอดความชื่นชอบที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียเป็นแคมเปญร่วม ทั้งเครื่องดื่ม Mango Coconut Sticky Rice บรรจุภัณฑ์ลิมิเต็ดเอดิชัน และสินค้าสำหรับแฟน ๆ ขณะที่การเปิด HEYTEA LAB สาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อเดือนกันยายน สะท้อนการเดินหน้าสร้างฐานธุรกิจในตลาดใหม่ โดยโจทย์สำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนกระแสคนดังให้เป็นยอดขายและลูกค้าประจำในระยะยาว


จากแก้วมัทฉะในรถหรู สู่กระแสตามรอยทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของกระแสเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2568 เมื่อลิซ่าโพสต์ภาพไลฟ์สไตล์บน Instagram ซึ่งมีเครื่องดื่มมัทฉะของ HEYTEA อยู่ในรถ Ferrari Roma ภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่อในหมู่แฟนคลับและผู้บริโภค โดยเครื่องดื่มที่ปรากฏในภาพได้รับการระบุว่าเป็น Triple Supreme Matcha Latte กระแสความสนใจไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่ขยายไปถึงชื่อแบรนด์และเมนูที่ผู้บริโภคต้องการตามรอย

HEYTEA ระบุว่า คอนเทนต์ Instagram ของลิซ่าที่มีเครื่องดื่มมัทฉะของแบรนด์ในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับยอดกดถูกใจมากกว่า 6.7 ล้านครั้ง ก่อนที่เธอจะโพสต์ภาพเครื่องดื่ม Cloud Coconut Blue ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต BLACKPINK ที่ลอนดอนในปีเดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ในตลาดต่างประเทศอีกระลอก

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนพลังของ Earned Media หรือการได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและสื่อโดยไม่จำเป็นต้องซื้อพื้นที่โฆษณาโดยตรง


HEYTEA เปลี่ยนความชอบส่วนตัวเป็นความร่วมมือระดับโลก

HEYTEA ให้ข้อมูลว่า ความสัมพันธ์กับลิซ่าเกิดขึ้นก่อนการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ โดยเธอเคยไปใช้บริการและโพสต์ถึงแบรนด์ในลอสแอนเจลิส ลอนดอน และกรุงเทพฯ ก่อนเดินทางไปทดลองเครื่องดื่มที่ HEYTEA LAB สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ หลังร้านเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ซึ่งรวมถึงเมนู Mango Coconut Sticky Rice ที่นำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์หลักของแคมเปญครั้งนี้

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำชื่อของลิซ่ามาใช้ในสื่อโฆษณา แต่เป็นการพัฒนาแคมเปญร่วมกันในหลายองค์ประกอบ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์หลัก บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงสินค้าที่ระลึก โดย HEYTEA นำภาพลักษณ์ของลิซ่ามาผสานเข้ากับภาษาการออกแบบของแบรนด์ ผ่านภาพวาดลายเส้นเฉพาะที่ใช้บนแก้วและบรรจุภัณฑ์รุ่นพิเศษ ขณะที่เมนู Mango Coconut Sticky Rice ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างรสชาติที่มีแรงบันดาลใจจากข้าวเหนียวมะม่วงกับเรื่องราวของตลาดไทย


ต่อมาในวันที่ 15 ตุลาคม 2569 ทั้งสองฝ่ายเปิดตัวความร่วมมือระดับโลกอย่างเป็นทางการ โดยนำเครื่องดื่ม Mango Coconut Sticky Rice ไปจำหน่ายในร้านสาขาที่เข้าร่วมในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า และตลาดต่างประเทศ พร้อมบรรจุภัณฑ์ลิมิเต็ดเอดิชันที่มีภาพวาดลิซ่าในสไตล์ของ HEYTEA สำหรับสินค้าสะสมในแคมเปญ ประกอบด้วยแก้วหรือบรรจุภัณฑ์รุ่นพิเศษ สติกเกอร์ เข็มกลัด และพวงกุญแจ ทั้งนี้ รูปแบบสินค้าและเงื่อนไขการจำหน่ายอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละตลาดและสาขาที่เข้าร่วม

ในเชิงการตลาด แคมเปญนี้จึงออกแบบให้แฟน ๆ มีส่วนร่วมได้หลายระดับ ตั้งแต่การซื้อเครื่องดื่มเพื่อทดลองรสชาติ การสะสมบรรจุภัณฑ์ที่มีภาพลิซ่า ไปจนถึงการซื้อสินค้าคอลเลกชัน โดยการเปิดตัวพร้อมกันในหลายประเทศช่วยให้แคมเปญมีลักษณะเป็น Global Collaboration มากกว่าการทำตลาดเฉพาะพื้นที่

กลยุทธ์ดังกล่าวทำให้แบรนด์สามารถต่อยอดความสนใจจากคนดังไปสู่ประสบการณ์ซื้อสินค้าได้หลายระดับ ตั้งแต่การทดลองเครื่องดื่ม การสะสมบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการซื้อสินค้าคอลเลกชัน ขณะเดียวกันยังช่วยให้ HEYTEA สื่อสารกับทั้งกลุ่มแฟนคลับของลิซ่าและผู้บริโภคที่รู้จักแบรนด์จากกระแสไวรัลก่อนหน้านี้


ปักหมุดไทย เปิด HEYTEA LAB รับตลาดชาพรีเมียม

การเปิดตลาดไทยเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ โดยวันที่ 25 กันยายน 2569 HEYTEA เปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในรูปแบบ HEYTEA LAB ซึ่งเป็นสาขาแรกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของโมเดลนี้

ร้านดังกล่าวรวมพื้นที่ Tea Lab, Bake Lab และ Gelato Lab ไว้ในสาขาเดียว นำเสนอทั้งเครื่องดื่มชา เบเกอรี และเจลาโต พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับรสนิยมท้องถิ่น เช่น teaAir · Rock Oolong Jackfruit ทาร์ตไข่ครัวซองต์ชาไทย และเจลาโตชาไทยมะนาว

การเลือกใช้รูปแบบ LAB มีนัยมากกว่าการเปิดร้านขายเครื่องดื่ม เพราะเป็นพื้นที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่หลากหลาย พร้อมทดลองแนวทางใหม่ให้เข้ากับตลาดแต่ละประเทศ ขณะที่ความร่วมมือกับลิซ่าช่วยเพิ่มเรื่องราวให้แบรนด์ในตลาดบ้านเกิดของเธอ และทำให้สาขาเซ็นทรัลเวิลด์มีบทบาททั้งในฐานะร้านค้า จุดทดลองสินค้า และพื้นที่เชื่อมต่อกับแคมเปญระดับโลก


สำหรับเมนู Mango Coconut Sticky Rice HEYTEA ระบุว่าเปิดตัวครั้งแรกในจีนเมื่อปี 2564 และกลับมาจำหน่ายซ้ำหลายครั้งตามช่วงเทศกาล จนเป็นหนึ่งในเมนูตามฤดูกาลของแบรนด์ จุดเด่นคือการนำแรงบันดาลใจจากข้าวเหนียวมะม่วงมาผสานกับเครื่องดื่ม โดยใช้ข้าวเหนียวเมล็ดยาวนำเข้าจากประเทศไทย และเตรียมข้าวเหนียวมะพร้าวสดใหม่ด้วยมือในร้านทุกวัน

ในการเปิดตัวความร่วมมือครั้งล่าสุด เมนูดังกล่าวถูกนำกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์หลัก พร้อมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่เชื่อมโยงกับลิซ่าและแคมเปญระดับโลก ทำให้สินค้ามีทั้งมิติของเมนูตามฤดูกาลและสินค้าสะสมสำหรับแฟน ๆ การเลือกเมนูที่มีรากฐานจากผลิตภัณฑ์เดิมมาพัฒนาเป็นแคมเปญระดับโลก จึงเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสินค้าที่แบรนด์มีอยู่แล้ว เรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทย และอิทธิพลของศิลปินระดับโลกเข้าด้วยกัน


เครือข่ายต่างประเทศรองรับการขยายตลาด

ปัจจุบัน HEYTEA มีร้านในต่างประเทศมากกว่า 120 สาขา ครอบคลุมเมืองสำคัญ เช่น นิวยอร์ก ลอสแอนเจลิส ลอนดอน โตรอนโต ซิดนีย์ เมลเบิร์น และกรุงเทพฯ ขณะที่รายงานจากอุตสาหกรรมค้าปลีกต่างประเทศประเมินว่า เครือข่ายร้านทั่วโลกของแบรนด์มีประมาณ 4,000 สาขา ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า HEYTEA มีฐานร้านรองรับการสื่อสารแคมเปญในหลายตลาด ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจีน

การเปิดตัวความร่วมมือในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า และตลาดต่างประเทศพร้อมกัน ยังช่วยให้แบรนด์ใช้แคมเปญเดียวสร้างการรับรู้ในหลายภูมิภาค โดยปรับรายละเอียดสินค้า ของสะสม และเงื่อนไขการจำหน่ายให้เหมาะกับแต่ละตลาด ขณะที่โซเชียลมีเดียทำหน้าที่เชื่อมประสบการณ์ของผู้บริโภคจากแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน


Lisa Effect สร้างยอดขายได้จริงแค่ไหน

ความท้าทายของ HEYTEA อยู่ที่การเปลี่ยนความสนใจจาก Lisa Effect ให้เป็นยอดขายต่อเนื่อง การรักษาลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำหลังจบแคมเปญ และการใช้ความนิยมของลิซ่าสร้างฐานลูกค้าในตลาดใหม่

ความร่วมมือครั้งล่าสุดจึงเป็นบททดสอบว่าแบรนด์จะเปลี่ยนพลังของแฟนคลับและกระแสไวรัลให้กลายเป็นพฤติกรรมการซื้อได้มากน้อยเพียงใด เพราะแคมเปญมีองค์ประกอบที่เอื้อต่อการวัดผลหลายด้าน ทั้งยอดขายเมนู Mango Coconut Sticky Rice จำนวนบรรจุภัณฑ์รุ่นพิเศษที่จำหน่าย อัตราการซื้อสินค้าคอลเลกชัน และการกลับมาซื้อซ้ำหลังช่วงเปิดตัว

หากแบรนด์ทำได้สำเร็จ Lisa Effect จะมีความหมายมากกว่ากระแสไวรัลชั่วคราว และกลายเป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์และขยายตลาดที่วัดผลได้ สุดท้ายความสำเร็จต้องพิสูจน์ผ่านยอดขาย อัตราการซื้อซ้ำ จำนวนลูกค้าประจำ และผลตอบแทนจากการลงทุน ไม่ใช่เพียงยอดการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดีย.