กรุงเทพฯ 14 ตุลาคม 2569 – มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) จัดเวทีเสวนาภายใต้แคมเปญ “Freedom from Debt” ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น ปัจจุบันมีประชากรราว 3,400 ล้านคนหรือเกือบครึ่งโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะสูงกว่างบประมาณด้านสุขภาพหรือการศึกษา โดยในปี 2024 ประเทศเหล่านี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมกันสูงถึง 921 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลก (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 66% ของ GDP ปี 2025 AHF เสนอ 3 แนวทางส่งเสริมให้มีการกำหนดอัตราชำระหนี้ที่เป็นธรรม ได้แก่ ผลักดันการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมของกลุ่มประเทศผู้กู้ที่จัดตั้งขึ้นในการประชุมกลุ่ม G20 ณ ประเทศแอฟริกาใต้ พักชำระหนี้ในภาวะวิกฤต และจัดเก็บเงินสมทบจากธุรกิจ AI เพื่อช่วยลดข้อจำกัดทางการคลัง เพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนมากขึ้น
นายสารัช ชิม ผู้อำนวยการ มูลนิธิเอดส์ เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation: AHF) สำนักงานภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า มูลนิธิเอดส์เฮลท์แคร์ (AIDS Healthcare Foundation หรือ AHF) เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรระดับโลกที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนมากกว่า 3 ล้านคนใน 50 ประเทศ พร้อมทั้งขับเคลื่อนนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความเท่าเทียม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปัจจุบันวิกฤตหนี้โลกกำลังส่งผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน หลายประเทศต้องเลือกระหว่างการชำระหนี้กับการลงทุนด้านสุขภาพหรือการศึกษา ผลกระทบที่ตามมานั้นวัดได้ด้วยชีวิตของมนุษย์ วิกฤตหนี้สินระดับโลกจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ ในปัจจุบัน หนี้สินทั่วโลกสูงกว่า GDP โลกถึง 235% ซึ่งเกิดจากระบบการเงินโลกที่สูบฉุดทรัพยากรออกไปมากกว่าการส่งเสริมการพัฒนา ไม่มีประเทศใดควรจะต้องเสียสละประชาชนของตนเองเพื่อสนองตอบต่อระบบการเงินโลกที่ไม่ยุติธรรมนี้ เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ และเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ได้โดยเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมา และให้ความรู้แก่สาธารณชนว่าเหตุใดความไม่เท่าเทียมนี้จึงไม่ควรดำเนินต่อไป นายสารัช กล่าว
ข้อมูลจากรายงาน A World of Debt 2025: It is Time for Reform ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ระบุว่าในปี 2024 ประเทศกำลังพัฒนามีภาระจ่ายดอกเบี้ยสุทธิของหนี้สาธารณะรวม 921,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา 61 ประเทศต้องจัดสรรรายได้รัฐบาลตั้งแต่ 10% ขึ้นไปเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่อาจส่งผลต่อการลงทุนในบริการสาธารณะที่จำเป็น โดยเฉพาะระบบสุขภาพและการศึกษา นอกจากนี้ รายงานฉบับเดียวกันยังระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยนับตั้งแต่ปี 2020 ประเทศกำลังพัฒนามีอัตราต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าสหรัฐอเมริกาประมาณ 2-4 เท่า ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการนำงบประมาณไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชีย ภาระการชำระหนี้นับเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน โดยข้อมูลจาก Country Debt Service Burdens 2024 ระบุว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะสูงเป็นอันดับ 26 ของโลกอยู่ที่ 366,900 ล้านดอลลาร์ (ราว 12.6 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 66% ของ GDP มีภาระการชำระหนี้สูงถึง 61.25% ของรายได้รัฐบาล หรือคิดเป็น 12.50% ของ GDP ซึ่งเงินที่เราต้องนำไปใช้หนี้นั้น สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 4.18 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 3.22 เท่า ขณะที่ สปป.ลาว มีภาระการชำระหนี้คิดเป็น 99.75% ของรายได้รัฐบาล ซึ่งสูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 8.08 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 9.08 เท่า ส่วนอินโดนีเซียอยู่ที่ 33.04% ของรายได้รัฐบาล สูงกว่างบประมาณด้านการศึกษาถึง 2.02 เท่า และสูงกว่างบประมาณด้านสาธารณสุขถึง 2.3 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริหารภาระหนี้ควบคู่กับการรักษาความสามารถของภาครัฐในการลงทุนด้านสุขภาพ การศึกษา และบริการสาธารณะที่จำเป็น
การเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การขยายพื้นที่ทางการคลังเพื่อการพัฒนาด้านสุขภาพผ่านความเป็นธรรมทางหนี้สิน การสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอไอ และยกระดับการเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้” โดยมีร่วมผู้เสวนา ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นางสาวโอลูวาเคมี่ กบาดาโมซี ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมและนโยบาย AHF นายจอห์น โทมิ เจ้าหน้าที่นโยบายสุขภาพ เครือข่ายความไม่เป็นธรรมทางภาษีแห่งแอฟริกา และนางสาวสุรางค์ จันทร์แย้ม ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนพนักงานบริการ และนางสาวโคอี้ ดาลีน นักกลยุทธ์อาวุโสด้านการขับเคลื่อนเชิงนโยบายและความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของ Partner in Health (PIH) โดยมี คุณลอเร็ตต้า หว่อง รองผู้บริหารระดับสูงด้านการรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมและนโยบาย AHF เป็นผู้ดำเนินรายการ ภายใต้แคมเปญ Freedom from Debt หรือการรณรงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมด้านหนี้ และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม แต่อีกมุมมองหนึ่งของอดีตนายกรัฐมนตรีเห็นว่า แม้เวทีนี้จะสามารถสะท้อนปัญหาระบบการกู้ยืมที่ไม่เป็นธรรมสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้ชัดเจน แต่การเรียกร้องความยุติธรรมนี้ก็อาจมีข้อที่ควรระวังอยู่ด้วย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัติย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความคิดเห็นว่า เวทีเสวนาในวันนี้จะมีส่วนช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนแหล่งเงินทุนรูปแบบต่าง ๆ ที่กว้างขึ้นในลักษณะที่จะไม่ส่งผลกระทบ ทั้งในแง่ของวิกฤตการณ์ระยะสั้น รวมถึงแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว ควรใช้ความระมัดระวังในการเรียกร้องความยุติธรรมดังกล่าว เนื่องจากในบางกรณี รัฐบาลบางประเทศอาจใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างโดยไม่ได้มีเจตนาที่ดีนัก ดังนั้น เราจึงต้องมั่นใจว่าการรณรงค์ในประเด็นนี้จะไม่เปิดช่องโหว่ให้กับประเทศที่ขาดธรรมาภิบาลใช้เป็นโอกาสในการใช้ถลุงงบประมาณโดยปราศจากความรับผิดชอบ หรือก่อหนี้สินพ่วงความทุจริตคอร์รัปชัน ดังนั้น ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องร่วมกันพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำได้กลายเป็นประเด็นท้าทายหลักที่สำคัญสำหรับระบบเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ AHF ได้ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ประการ เพื่อช่วยลดข้อจำกัดทางการคลังของประเทศกำลังพัฒนา และเพิ่มโอกาสในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้แก่
1) สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศผู้กู้ สนับสนุนการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมของกลุ่มประเทศผู้กู้ (Borrowers’ Forum) ตามแนวคิดที่ได้รับการเสนอในกระบวนการประชุมระหว่างประเทศด้านการเงินเพื่อการพัฒนา เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และความช่วยเหลือทางเทคนิค ตลอดจนเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจาเงื่อนไขกับเจ้าหนี้ระหว่างประเทศ แทนการที่แต่ละประเทศต้องเจรจาโดยลำพัง
2) กำหนดกลไกพักชำระหนี้เมื่อเกิดภาวะวิกฤต เสนอให้ข้อตกลงเงินกู้มีกลไกที่สามารถพักการชำระหนี้ได้เมื่อประเทศผู้กู้เผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขหรือภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำทรัพยากรทางการเงินมาใช้รับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ฟื้นฟูประเทศ และดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบได้อย่างทันท่วงที
3) จัดเก็บเงินสมทบจากเศรษฐกิจ AI เพื่อช่วยเหลือสังคม AHF เสนอแนวคิดการจัดเก็บเงินสมทบในอัตรา 1% จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI Solidarity Levy) เพื่อนำทรัพยากรส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจ AI มาสนับสนุนการบรรเทาภาระหนี้และการคุ้มครองทางสังคม โดยข้อเสนอนี้มุ่งสร้างกลไกทางการเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การนำเทคโนโลยี AI มาใช้แก้ไขปัญหาหนี้โดยตรง
การผลักดันข้อเสนอทั้งสามประการอยู่ภายใต้แนวคิดการสร้างความเป็นธรรมด้านหนี้ (Debt Justice) ซึ่งให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกติกาและกลไกทางการเงินระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้ภาระหนี้กลายเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนด้านสุขภาพและการพัฒนาประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) ให้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและกติกาของระบบเศรษฐกิจการเงินโลกมากขึ้น แคมเปญ Freedom from Debt จึงไม่ได้มุ่งเรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนายุติการชำระหนี้ทั้งหมด แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบการเงินระหว่างประเทศที่เป็นธรรม มีมาตรการรองรับเมื่อเกิดวิกฤต และเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อคุ้มครองสุขภาพ สิทธิขั้นพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเหมาะสม


