ส.อ.ท. ชี้อุทกภัยกระทบอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ประเมินความเสียหายสมาชิกเบื้องต้นกว่า 6,000–7,000 ล้านบาท จี้อุตฯภาคใต้เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก เสนอ 4 มาตรการช่วยฟื้นฟู–ยกระดับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สู่แผนปฏิบัติได้จริงเพื่อรับมือน้ำท่วม
นายปรีดา วัชรเธียรสกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change ส.อ.ท. เปิดเผยสถานการณ์อุทกภัยปี 2569 ว่า จากการสำรวจสมาชิกใน 14 จังหวัด พบผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกว่า 2,000 ราย ประเมินความเสียหายเบื้องต้น 6,000–7,000 ล้านบาท ครอบคลุมเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง การผลิต และโลจิสติกส์
ในกรณีนิคมฯอมตะซิตี้ ชลบุรี มีรายงานน้ำท่วมขังบางพื้นที่สูงประมาณ 30–70 เซนติเมตร ส่งผลกระทบต่อโรงงานประมาณ 150 แห่ง และมีโรงงานหยุดการผลิต 34 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าอุทกภัยไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อสถานประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อการขนส่ง การส่งมอบชิ้นส่วน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน แม้สถานการณ์ในภาคตะวันออกบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังจำเป็นต้องติดตามระดับน้ำ ปริมาณฝน และประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ
ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายอากาศระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ว่าภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนฟ้าคะนอง 60–70%ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งในช่วงวันที่ 12–13 และ 17–18 ตุลาคม ขณะที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนฟ้าคะนอง 40–60 %ของพื้นที่ตลอดช่วง ขณะนี้ทางวอร์รูม ของส.อ.ท.ได้เตือนสมาชิกในภาคใต้ให้เตรียมความพร้อมรับมือฝนตกที่อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่วนพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสุราษฎร์ธานี ต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านการระบายน้ำ การปกป้องทรัพย์สิน และความปลอดภัยของบุคลากร
ทั้งนี้ ได้เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนช่วยฟื้นฟูและยกระดับการรับมืออุทกภัย ทั้งตรวจสอบมลพิษหลังน้ำลด ,การจัดการของเสียสารเคมี และกากอุตสาหกรรมช่วยสร้างความปลอดภัยให้ชุมชน ,เร่งช่วยเหลือด้านการเงินแก่ SMEs และยกระดับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) สู่แผนตอบสนองสถานการณ์ (Response Plan )ที่ปฏิบัติได้จริง ควบคู่การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถรับมือและฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายปรีดา กล่าวว่า ส.อ.ท. เสนอให้เชื่อมโยงข้อมูลพยากรณ์ฝน ระดับน้ำ สถานการณ์การระบายน้ำ และแผนพื้นที่เสี่ยงเข้าสู่ระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อใช้สถานการณ์รายพื้นที่เป็นเกณฑ์ตัดสินใจ (Trigger) สำหรับการแจ้งเตือนและดำเนินมาตรการตามระดับความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยสถานประกอบการในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคใต้ ควรตรวจสอบระบบระบายน้ำและเตรียมเครื่องสูบน้ำ ดูแลความปลอดภัยของพนักงาน ป้องกันความเสียหายต่อเครื่องจักรและทรัพย์สิน เตรียมขั้นตอนหยุดระบบอย่างปลอดภัย ตลอดจนจัดทำแผนสำรองด้านวัตถุดิบและการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อได้หรือกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว


