xs
xsm
sm
md
lg

น้ำลดแต่พิษไม่จบเจาะปมกากอุตสาหกรรมปราจีนฯ จี้ก.อุตฯตอบใครปล่อยสารพิษเสี่ยงทะลักถึงชุมชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัญหาน้ำท่วมเปิดโปงวิกฤตกากพิษปราจีนบุรี เมื่อผลประโยชน์อุตสาหกรรมอาจเดินหน้าเร็วกว่าการคุ้มครองชีวิตชาวบ้าน กระทรวงอุตสาหกรรมต้องตอบ ใครปล่อยให้ความเสี่ยงสะสมจนถึงวันที่น้ำพัดพามลพิษออกจากโรงงาน

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรีครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเสียหายเพียงบ้านเรือน พื้นที่เกษตร และเส้นทางสัญจร แต่กำลังเปิดให้เห็นปัญหาอีกด้านที่น่ากังวลยิ่งกว่า นั่นคือความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรมและสารเคมีที่อาจหลุดออกจากพื้นที่จัดเก็บหรือกำจัดของเสีย แล้วเคลื่อนตัวไปพร้อมกับมวลน้ำเข้าสู่ชุมชนและพื้นที่ทำกินของประชาชน

ล่าสุดน้ำท่วมตอผุดกรณีพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันบนผิวน้ำบริเวณตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ไม่ใช่เรื่องที่รัฐจะจัดการเพียงด้วยการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูดคราบน้ำมัน เก็บตัวอย่างน้ำ หรือออกคำสั่งให้โรงงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้วจบกันไป เพราะผลตรวจที่กรมควบคุมมลพิษเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 พบสารกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในปริมาณสูงบริเวณท้ายน้ำของบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมต้องสงสัย และมีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบตามจุดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของคราบปนเปื้อน ข้อมูลดังกล่าวทำให้กรณีนี้มีน้ำหนักมากกว่าข้อสงสัยจากลักษณะคราบที่มองเห็นด้วยตาเปล่า แม้การระบุสารต้นเหตุทั้งหมดและความเชื่อมโยงกับผู้ก่อมลพิษแต่ละรายยังต้องอาศัยผลตรวจและหลักฐานเพิ่มเติม

ขณะที้มีประเด็นที่สังคมต้องจับตาจึงไม่ใช่แค่มีคราบน้ำมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คือเหตุใดพื้นที่จัดการกากอุตสาหกรรมจึงมีความเสี่ยงที่น้ำท่วมจะพาสารปนเปื้อนออกสู่ภายนอก และระบบกำกับดูแลที่มีอยู่สามารถป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ได้มากน้อยเพียงใด

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากังวลคือ กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีระบุว่า น้ำท่วมได้กระทบพื้นที่ของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการเกี่ยวกับการคัดแยกและฝังกลบกากอุตสาหกรรม รวมถึงการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วและสารทำละลายมาผ่านกระบวนการผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน โดยพบว่าบริเวณโรงงานมีน้ำท่วมขังสูงกว่าระดับท้องนาประมาณ 3 เมตร และพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันในพื้นที่ภายนอกโรงงานเป็นวงกว้าง ทางการจึงสั่งให้ปิดคลุมหลุมฝังกลบกากอุตสาหกรรม เก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจวิเคราะห์ และให้โรงงานชี้แจงมาตรการป้องกันการรั่วไหลของน้ำชะกากอุตสาหกรรม

ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของการจัดการของเสียอุตสาหกรรมในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม เพราะโรงงานที่มีหน้าที่จัดการของเสียไม่ได้มีความเสี่ยงเฉพาะจากกระบวนการผลิตตามปกติ แต่ยังต้องรับมือกับเหตุการณ์ที่อยู่นอกภาวะปกติด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหลาก น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ระบบไฟฟ้าหรือเครื่องสูบน้ำขัดข้อง คันกั้นน้ำเสียหาย ภาชนะบรรจุสารเคมีลอยหลุด หรือระบบรวบรวมน้ำชะกากอุตสาหกรรมไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้

ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การอนุญาตและการกำกับดูแลตั้งแต่ต้น โรงงานเหล่านี้ได้รับการประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วมอย่างรอบด้านหรือไม่ มีการกำหนดระดับความปลอดภัยของบ่อกักเก็บและหลุมฝังกลบสูงกว่าระดับน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นจริงเพียงใด มีระบบสำรองไฟฟ้าและระบบกักเก็บน้ำปนเปื้อนที่ทำงานได้แม้เกิดภัยพิบัติหรือไม่ และหน่วยงานรัฐเคยซ้อมแผนฉุกเฉินร่วมกับโรงงานและชุมชนมาก่อนหรือเปล่า หากไม่มีคำตอบที่ตรวจสอบได้ การบอกว่าภัยธรรมชาติเป็นต้นเหตุย่อมไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าทำไมมลพิษจึงมีโอกาสหลุดออกจากพื้นที่ประกอบกิจการ

ปัญหาน้ำท่วมจึงเป็นตัวเร่งให้เกิดเหตุ แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการหายไป และไม่ควรทำให้รัฐละเว้นการตรวจสอบว่าระบบป้องกันมลพิษมีข้อบกพร่องอยู่ก่อนแล้วหรือไม่

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหากากอุตสาหกรรมไม่ได้จบอยู่ที่โรงงานใดโรงงานหนึ่ง กากของเสียจากโรงงานต้นทางต้องผ่านระบบขนส่ง คัดแยก บำบัด รีไซเคิล หรือกำจัดโดยผู้รับอนุญาตหลายประเภท หากระบบตรวจสอบย้อนกลับไม่เข้มแข็ง รัฐก็อาจไม่สามารถตอบได้อย่างรวดเร็วว่าของเสียชนิดใดมาจากโรงงานใด ใครเป็นผู้ขนส่ง ใครรับไว้ดำเนินการ และใครต้องรับผิดเมื่อเกิดการปนเปื้อน

นี่คือจุดที่การบังคับใช้กฎหมายต้องก้าวพ้นจากการตรวจโรงงานเป็นรายแห่ง ไปสู่การตรวจสอบห่วงโซ่ของเสียทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยเฉพาะของเสียที่มีความเสี่ยงสูง เช่น น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว สารทำละลาย และเศษวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจมีสารอันตรายหลายชนิดปะปนกัน การมีใบอนุญาตประกอบกิจการจึงไม่ควรถูกตีความว่าโรงงานนั้นปลอดภัยโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือโรงงานปฏิบัติตามเงื่อนไขจริงหรือไม่ ปริมาณของเสียที่รับเข้ามาสอดคล้องกับกำลังการบำบัดหรือกำจัดหรือไม่ และมีหลักฐานยืนยันปลายทางของกากของเสียทุกล็อตหรือไม่

อีกประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือข้อสงสัยเกี่ยวกับกลุ่มทุนต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับทุนจีน ซึ่งกำลังถูกจับตาในกรณีโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรี การลงทุนจากจีนไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง เพราะธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนอย่างถูกกฎหมาย ย่อมมีสิทธิประกอบกิจการและสร้างงานในประเทศไทยเช่นเดียวกับนักลงทุนชาติอื่น แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยเรื่องการถือหุ้นแทน การใช้บุคคลไทยถือหุ้นบังหน้า หรือการดำเนินธุรกิจที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย รัฐก็ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้ประเด็นสัญชาติกลายเป็นทั้งข้อกล่าวหาเหมารวมและข้ออ้างในการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง

ล่าสุดมีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ระบุว่า พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยข้อสังเกตจากการตรวจสอบบริษัท 2 แห่งที่มีคนไทยนามสกุลดังในพื้นที่ถือหุ้นไขว้กัน และใช้สำนักงานบัญชีและผู้สอบบัญชีรายเดียวกัน โดยพบการเพิ่มทุนจดทะเบียนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการถือครองที่ดิน เส้นทางการเงิน และการนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ใช่ข้อยุติว่าบริษัททั้งสองเป็นนอมินีหรือมีความผิดแล้ว

ทั้งนีัสิ่งที่ภาครัฐควรทำจึงไม่ใช่เพียงประกาศว่าจะกวาดล้างทุนจีน แต่ต้องเปิดให้เห็นโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ แหล่งเงินทุน เส้นทางการนำเข้าและขนส่งของเสีย ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือมีการประกอบกิจการโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขใบอนุญาต ก็ต้องดำเนินคดีตามพยานหลักฐานอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นทุนจีน ทุนไทย หรือทุนจากประเทศใดก็ตาม

เพราะหากรัฐมุ่งตรวจสอบเพียงสัญชาติ แต่ไม่ตรวจสอบผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ผู้มีอำนาจสั่งการ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากกิจการ ก็มีโอกาสสูงที่การเอาผิดจะไปสิ้นสุดอยู่กับบริษัทนิติบุคคลที่สามารถเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนกรรมการ หรือปิดกิจการได้ ขณะที่ผู้ควบคุมธุรกิจตัวจริงยังคงอยู่นอกวงความรับผิดชอบ

สิ่งที่น่าจับตาคือ กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งมีหน้าที่กำกับโรงงานและระบบจัดการกากอุตสาหกรรม ได้ทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงไว้เพียงพอแล้วหรือยัง การที่กระทรวงส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบหลังเกิดเหตุเป็นสิ่งจำเป็น แต่สังคมมีสิทธิถามต่อว่า ก่อนเกิดน้ำท่วม โรงงานเหล่านี้เคยได้รับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างไร มีข้อร้องเรียนมาก่อนหรือไม่ เคยถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ และมีการติดตามผลจนมั่นใจว่าปัญหาได้รับการแก้ไขจริงหรือเปล่า

กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ควรทำหน้าที่เพียงผู้รับแจ้งเหตุและผู้สั่งการเมื่อเกิดวิกฤต แต่ต้องเป็นหน่วยงานที่ทำให้โรงงานซึ่งได้รับอนุญาตประกอบกิจการมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ประชาชนตรวจสอบได้ด้วย หากพบว่าระบบกำกับดูแลที่ผ่านมาไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ ก็ต้องทบทวนทั้งกระบวนการอนุญาต การตรวจประเมิน การติดตามผล และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างจบลงด้วยการตั้งคณะทำงานชุดใหม่เมื่อมีข่าวใหญ่เกิดขึ้น

กรณีนี้ยังมีข้อสงสัยถึงโครงสร้างเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วย เพราะการตั้งโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำหลากต้องพิจารณามากกว่าแค่การมีที่ดินและใบอนุญาตประกอบกิจการ รายงานของ The Active เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ชี้ให้เห็นข้อถกเถียงเรื่องการอนุญาตให้กิจการประเภทนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงผลของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 ซึ่งยกเว้นข้อกำหนดผังเมืองสำหรับกิจการบางประเภท ประเด็นนี้ควรถูกตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับพื้นที่และใบอนุญาตของโรงงานแต่ละแห่งอย่างไร ไม่ควรสรุปว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นต้นเหตุโดยตรงของเหตุรั่วไหลในครั้งนี้โดยปราศจากหลักฐาน

สิ่งที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ การตัดสินใจเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนในอดีต ได้ให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของประชาชนมากพอหรือไม่ หากพื้นที่แห่งหนึ่งมีทั้งโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตร และชุมชนอยู่อาศัย การอนุญาตให้ประกอบกิจการจัดการของเสียย่อมต้องมีมาตรการรองรับเหตุฉุกเฉินที่เข้มงวดกว่าธุรกิจทั่วไป เพราะความเสียหายอาจไม่ได้หยุดอยู่ภายในรั้วโรงงาน แต่กระจายออกไปตามทิศทางการไหลของน้ำและส่งผลต่อคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนแม้แต่น้อย

ในที่สุด ผู้ที่รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้คือชาวบ้านที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน คนที่เห็นน้ำท่วมบ้านแต่ไม่รู้ว่าน้ำนั้นมีสารอะไรปะปนอยู่ เกษตรกรที่ไม่แน่ใจว่าจะนำน้ำไปใช้กับพืชผลได้หรือไม่ และครอบครัวที่ต้องกังวลว่าสิ่งปนเปื้อนจะตกค้างอยู่ในดินหรือแหล่งน้ำหลังระดับน้ำลดลงแล้วหรือเปล่า

ขณะที่กรมอนามัยได้เตือนถึงความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนที่อาจเข้าสู่แหล่งน้ำ ดิน และอากาศ พร้อมแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมขังและงดใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติจนกว่าจะมีผลตรวจยืนยันความปลอดภัย โดยสารที่ต้องเฝ้าระวังอาจรวมถึงสารอินทรีย์ระเหยง่ายและโลหะหนัก ทั้งนี้ การระบุว่าพื้นที่ใดมีสารชนิดใดจริง ต้องอาศัยผลตรวจเฉพาะจุด ไม่ใช่คาดการณ์จากลักษณะคราบหรือกลิ่นเพียงอย่างเดียว
นี่คือเหตุผลที่การจัดการปัญหาต้องไม่หยุดอยู่แค่การเก็บกู้คราบที่มองเห็นได้ เพราะการที่ผิวน้ำกลับมาใสไม่ได้หมายความว่าสารปนเปื้อนทุกชนิดถูกกำจัดออกไปแล้ว และการที่น้ำลดลงก็ไม่ได้ยืนยันว่าดินหรือแหล่งน้ำใต้ดินปลอดภัย หากไม่มีการตรวจวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ชาวบ้านจะไม่รู้ว่าควรกลับไปใช้พื้นที่ทำกินเมื่อใด ควรใช้น้ำจากแหล่งเดิมได้หรือไม่ และผลผลิตทางการเกษตรจะมีความเสี่ยงต่อผู้บริโภคหรือเปล่า
ขณะที่สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนคือการตรวจคุณภาพน้ำและดินอย่างครอบคลุมทั้งบริเวณต้นน้ำ ท้ายน้ำ พื้นที่เกษตร และแหล่งน้ำที่ประชาชนใช้อุปโภคบริโภค พร้อมเปิดเผยผลตรวจเป็นรายจุดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย มีหน่วยงานอิสระร่วมตรวจสอบ และเก็บตัวอย่างซ้ำตามช่วงเวลาเพื่อประเมินว่าสารปนเปื้อนลดลงหรือยัง ไม่ใช่ตรวจเพียงครั้งเดียวแล้วประกาศว่าควบคุมสถานการณ์ได้

พร้อมกันนี้ต้องมีระบบช่วยเหลือชาวบ้านที่ไม่ผลักภาระให้ผู้ประสบภัยพิสูจน์ความเสียหายด้วยตัวเองทั้งหมด หากพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ ต้องตรวจสอบดิน น้ำ และผลผลิตอย่างเหมาะสม หากประชาชนมีอาการเจ็บป่วยที่อาจเกี่ยวข้องกับสารเคมี ต้องมีการคัดกรองและติดตามสุขภาพ หากครัวเรือนต้องหยุดใช้น้ำหรือไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ รัฐต้องจัดหาน้ำสะอาดและพิจารณาความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คดีสิ้นสุดก่อนจึงเริ่มบรรเทาความเดือดร้อน

ส่วนค่าใช้จ่ายในการเก็บกู้ ฟื้นฟู และเยียวยา หากผลการสอบสวนพิสูจน์ได้ว่ามาจากการกระทำหรือความบกพร่องของผู้ประกอบการรายใด ก็ต้องดำเนินการเรียกร้องความรับผิดตามกฎหมาย หลักสำคัญคือผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย ไม่ใช่ให้ประชาชนรับความเสี่ยง ขณะที่งบประมาณภาษีของประเทศต้องเข้ามารับภาระทั้งหมดแทนผู้ประกอบกิจการ

จากบทเรียนจากปราจีนบุรีจึงไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำท่วมครั้งใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คำถามว่า ประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลอุตสาหกรรมที่สามารถปกป้องประชาชนได้จริงหรือไม่ เราให้ความสำคัญกับการดึงดูดเงินลงทุนมากกว่าความปลอดภัยของชุมชนหรือเปล่า และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

ทั้งนี้รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเปิดเผยข้อมูลใบอนุญาต ประวัติการตรวจโรงงาน ผลตรวจสารปนเปื้อน และมาตรการฟื้นฟูอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตรวจสอบเส้นทางของเสียและโครงสร้างผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากพบความผิดก็ต้องดำเนินคดีอย่างจริงจัง ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นทุนไทยหรือทุนต่างชาติ และหากพบข้อบกพร่องในการกำกับดูแลของรัฐ ก็ต้องตรวจสอบความรับผิดชอบของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด

เพราะชาวบ้านในปราจีนบุรี เรื่องนี้ไม่ใช่การแข่งขันทางธุรกิจ ไม่ใช่ตัวเลขการลงทุน และไม่ใช่เพียงประเด็นการเมืองที่รอให้กระแสข่าวผ่านไป แต่เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดของชีวิต นั่นคือพวกเขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าน้ำที่อยู่รอบบ้าน ดินที่ใช้ปลูกพืช และพื้นที่ที่ต้องกลับไปดำรงชีวิตหลังน้ำลด จะไม่กลายเป็นแหล่งสะสมสารพิษที่ไม่มีใครรับผิดชอบ

แต่ถ้ารัฐยังตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ ต่อให้วันนี้เก็บคราบสีรุ้งออกจากผิวน้ำจนหมด ความไม่ไว้วางใจของประชาชนก็ยังคงอยู่ และวิกฤตที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่น้ำท่วมโรงงาน แต่คือระบบที่ปล่อยให้ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมกลายเป็นภาระของหน่วยงานรัฐและคนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจตั้งแต่ต้น