กระทรวงพลังงาน กางแผนรับมือวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ ยันมีหลายฉากทัศน์รับมือ ยันกองทุนน้ำมันมีสภาพคล่อง 1หมื่นล้านเพียงพอชำระหนี้ แม้ฐานะกองทุนฯติดลบ 1แสนล.ในสัปดาห์หน้า ลั่นไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม รอคลังปรับลดภาษีสรรพสามิต และสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพใหม่ เพื่อเป็นกลไกช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากตลาดโลกที่มีความผันผวน
นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยแนวทางการรับมือวิกฤตการณ์ราคาพลังงานแพงที่ส่งผลกระทบยืดเยื้อว่า รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ยึดมั่นในนโยบาย “การพึ่งพาตนเอง” หรือการมุ่งเน้นใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงพลังงานได้วางแนวทางรับมือในภาพรวมผ่านการเร่งรัดการสำรวจแหล่งปิโตรเลียม การเพิ่มกำลังการผลิตและการต่อสัญญาแหล่งก๊าซ ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงในการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ซึ่งผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในวันออกกลาง ส่งผลให้อุปทานน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดันราคาน้ำมันผันผวนสูงขึ้น โดยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือแรกที่ใช้ในการชดเชยราคาน้ำมันขายปลีกไม่ให้ปรับตัวขึ้นแรงจนเกินไป ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเมื่อวันที่ 4 ต.ค.69 ติดลบไปแล้ว 98,942 ล้านบาท คาดว่าสัปดาห์หน้าจะทะลุ 1แสนล้านบาท
อย่างไรก็ดี กองทุนน้ำมันมีหนี้เงินกู้อยู่ 3.8หมื่นล้านบาท ขณะที่ฐานะกองทุนน้ำมันฯจะติดลบหลักแสนล้านบาท ซึ่งแต่ละวันมีเงินไหลออกวันละ 316ล้านบาท จากชดเชยดีเซลลิตรละ2บาท แต่มีเงินไหลเข้ากองทุนฯจากLPG โรงแยกก๊าซฯ 96ล้านบาทต่อวัน โดยกองทุนน้ำมันฯมีเงินสดอยู่ 1หมื่นล้านบาทเพียงพอใช้คืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยราว 1,300 ล้านบาท/เดือน ทำให้กองทุนน้ำมันฯไม่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพื่อให้คลังค้ำประกันหนี้จนกลายเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น
ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี2565 กองทุนน้ำมันฯเคยติดลบมากถึง 1.3แสนล้านบาท แต่กองทุนน้ำมันฯก็ไม่ได้กู้ยืมเงิน แต่สามารถใช้คืนหนี้ได้หมดภายใน1-2ปีด้วย
“ขณะนี้การกู้เงินยังไม่จำเป็น ถ้ายังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก เพราะคงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ ตอนนี้ ก็ขอให้ประชาชนสบายใจได้กองทุนน้ำมันฯ ยังมีเสถียรภาพที่จะบริหารจัดการราคาน้ำมันได้“
ทั้งนี้กระทรวงพลังงาน มีเครื่องมืออื่นๆในการรับสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกที่ยืดเยื้อ อาทิ การหักผลประโยชน์ส่วนเกินจากการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งพลังงานได้มีการหักส่วนเกินค่าการกลั่นไปแล้ว 7 ครั้ง รวมเป็นเงิน 2.8หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นส่วนลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซล คาดว่าจะมีการหักส่วนเกินค่าการกลั่นครั้งที่ 8 ในอนาคต
ส่วนเครื่องมือที่สาม คือ การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต โดยรมว.คลังเคยกล่าวว่าหากจะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิต จะลดเฉพาะน้ำมันชีวภาพB20และE20 ซึ่งขณะนี้คลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
เครื่องมือที่สี่คือ แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผน ของ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) กล่าวว่า ช่วงสงครามตะวันออกกลางราคาดีเซลเคยพุ่งไปเกือบ 300เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ก่อนที่จะปรับลดลงมา ก่อนที่จะปรับขึ้นอีกในปัจจุบันเฉลี่ย 170เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คาการณ์ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ระดับสูง หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อนานเป็นปี ฐานะกองทุนน้ำมันที่ติดลบกว่า 1แสนล้านบาท หากจะกู้เงินต้องครอบคลุมหนี้ ขึ้นกับฝ่ายนโยบายว่าจะให้กองทุนน้ำมันฯมีการกู้เงินหรือไม่
สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 1. การปรับปรุงแนวทางรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมัน: กำหนดนิยามและเงื่อนไขของวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการแยกบัญชีฐานะกองทุนฯ ระหว่างกลุ่มน้ำมันและ LPG ชัดเจน พร้อมกำหนดกรอบความต่างระดับราคาระหว่างเบนซินและดีเซล เพื่อเลือกรูปแบบการอุดหนุนที่ตรงเป้าหมายที่สุด
2. หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนฯ: วางกรอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับเป็นแนวทางชดเชยเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะกองทุนฯ
3. การบริหารจัดการสภาพคล่องและการกู้เงิน: วางระบบคาดการณ์และบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจยืดเยื้อ พร้อมกำหนดแนวทางการกู้เงินเพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องให้กองทุนน้ำมันฯ มีความเข้มแข็งและสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกตรึงราคาบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. การทบทวนนโยบายอุดหนุนน้ำมันชีวภาพ: จากเดิมที่มีข้อกำหนดตามกฎหมายและบทเฉพาะกาลในการยกเลิกการอุดหนุน แต่จากวิกฤตการณ์พลังงานสากลและความจำเป็นในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทบทวนให้กลับมาส่งเสริมและอุดหนุนน้ำมันชีวภาพอีกครั้ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม


