“ธรรมศักดิ์”เผยโครงการร่วมทุนSCGC-PTTGCในธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ เตรียมประกาศรายละเอียดโครงสร้างถือหุ้นในบริษัทร่วมทุน ประโยชน์จากการSynergy ในวันที่ 29ต.ค.นี้ ชี้หลังJV SCC รายได้ลด แต่กำไร-กระแสเงินสดเพิ่มขึ้น
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยความคืบหน้าโครงการร่วมทุน (JV)ระหว่างบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด(มหาชน)(SCGC)กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ในไทยว่า ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ จะมีความชัดเจนและประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างบริษัทร่วมทุน ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการร่วมทุน (Synergy )ซึ่งจะเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในปีหน้า
ทั้งนี้ SCCมีสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์ (Chemicals)ประมาณ 44% โดยแบ่งเป็นสัดส่วนของเฉพาะกลุ่มโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) อยู่ประมาณ 22–23%
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการJVแล้วเสร็จภาพรวมรายได้บริษัทฯจะลดลง แต่ในแง่ของผลกำไรสุทธิ (Net Profit) กระแสเงินสด (Cash) และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จะเพิ่มสูง เนื่องจากอัตรากำไร (Margin) ที่ดีขึ้นจากผลของการทำ Synergy ร่วมกัน
“รายละเอียดเชิงลึกและภาพความสำเร็จที่ชัดเจนของการร่วมทุนดังกล่าวจะต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ “
นายธรรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้โรงระยองโอเลฟินส์ (ROC) ได้กลับมาเดินเครื่องจักรใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังหยุดไปในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ล่าสุดบริษัทหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯและแอฟริกาแทน ทำให้ปัญหาเรื่องวัตถุดิบหมดไป
อย่างไรก็ดี การ JV ระหว่างSCGCกับPTTGC จะข่วยเสริมความแข็งแกร่งระหว่างกัน ขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านวัตถุดิบจะลดน้อยลง แต่ขึ้นกับปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนด้วย
ก่อนหน้านี้ PTTGC และSCGC ได้แจ้งผลศึกษาโครงการร่วมทุนมีความก้าวหน้าตามแผนงาน และบริษัททั้งสองอยู่ในช่วงยืนยันข้อมูลของการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล(Confirmatory Due Diligence) และอยู่ระหว่างการเจรจาเงื่อนไขที่สำคัญของธุรกรรม โดยบริษัททั้งสองได้ตกลงขอบเขตของโครงการร่วมทุนซึ่งครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของบริษัทฯในประเทศไทย อันได้แก่ โรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และเงินลงทุนในบริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด และธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย อันได้แก่โรงงานผลิตโอเลฟินส์โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโรงงานผลิตโพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนเงินลงทุนของ SCGC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยามเลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด
โดยบริษัททั้งสองจะดำเนินการยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าเพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวต่อไปซึ่งโครงการร่วมทุนจะมีPTTGCผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ขณะที่ SCGC จะยังคงถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญของโครงการร่วมทุนนี้
ภายใต้กลยุทธ์ในการร่วมทุนนี้เพื่อสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่า การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น


