บริษัท วิงสแปนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการจัดหาแรงงานภายนอก (Outsource Manpower) ให้กับกลุ่มการบินไทย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทรัพยากรบุคคล ลดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบรัฐวิสาหกิจ และลดต้นทุนการดำเนินงาน
แม้ชื่อของการบินไทยจะถือหุ้นโดยตรงเพียง 49% แต่โครงสร้างผู้ถือหุ้นถูกออกแบบให้ บริษัท ครัวการบินภูเก็ต จำกัด (PACCO) ถือหุ้นใหญ่ 51% ในรูปหุ้นบุริมสิทธิ์ ส่งผลให้วิงสแปนไม่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อไล่ดูโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ PACCO จะพบว่า การบินไทยถือหุ้นอยู่ 30% ขณะที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ถืออีก 10% ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มทุนท้องถิ่นภูเก็ตและกลุ่มตระกูล ณ ระนอง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้การบินไทยจะไม่ได้ถือหุ้นเกินครึ่งในวิงสแปน แต่ก็ยังมีอิทธิพลผ่านทั้งการถือหุ้นทางอ้อมและการส่งผู้บริหารระดับสูงเข้าไปกำกับดูแลกิจการ
ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นคือ โครงสร้างคณะกรรมการทั้ง 7 คนของวิงสแปนแทบทั้งหมดล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยหรือบริษัทในเครือ
ตั้งแต่ นางจันทริกา โชติกเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่สายทรัพยากรบุคคล (CHRO) การบินไทย, นายศักดิ์สิทธิ์ มะสะพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรและกลยุทธ์ทรัพยากรบุคคล, นางศิราภรณ์ รัตนเศรษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อ, นายพนมนันทน์ สมิตานนท์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายครัวการบิน, นายนพดล เตี้ยบำรุงญาติ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริการภาคพื้น และนายอรรถกฤต วานิชชินชัย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการซ่อมบำรุงอากาศยานสุวรรณภูมิ
โดยมีหลายคนยังนั่งเป็นกรรมการในบริษัทลูกและบริษัทร่วมทุนอื่นของการบินไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม MRO ไทยสมายล์ ครัวการบิน หรือธุรกิจบริการภาคพื้น ฃึ่งภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงบริษัท Outsource ทั่วไป แต่เป็น “เครือข่ายแรงงาน” ที่ถูกควบคุมโดยผู้บริหารชุดเดียวกับการบินไทยเกือบทั้งหมด
เพราะเมื่อไล่ดูรายชื่อกรรมการบริษัทวิงสแปน จะพบว่าหลายคนคือผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยที่ดูแลงานทรัพยากรบุคคล จัดซื้อ ครัวการบิน บริการภาคพื้น และซ่อมบำรุงอากาศยานโดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ คนที่กำหนดนโยบายด้านกำลังคนของการบินไทย ก็คือคนกลุ่มเดียวกับที่เข้าไปนั่งกำกับบริษัทซึ่งทำหน้าที่จัดหาแรงงานให้การบินไทยเช่นกัน
จึงมีข้อสังเกตุว่าหากวิงสแปนเป็นผู้จัดหาแรงงานให้กับหน่วยงานสำคัญของการบินไทย ทั้งงานภาคพื้น งานครัวการบิน งานซ่อมบำรุง และบริการสนามบิน การแยกสถานะทางกฎหมายออกจากการบินไทยนั้น เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร หรือเป็นการสร้างโครงสร้างใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านแรงงานและการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ จึงมีประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อเชื่อมโยงกับปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีกระเป๋าผู้โดยสารตกค้างนับหมื่นใบที่สนามบินสุวรรณภูมิ ความล่าช้าในการขนถ่ายสัมภาระ การขาดแคลนกำลังคนในบางช่วงเวลา รวมถึงข้อร้องเรียนจากพนักงานภาคพื้นเกี่ยวกับภาระงานที่เพิ่มขึ้นหลังการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน
จากหลักฐานชัดเจนว่าวิงสแปนเป็นสาเหตุโดยตรงของปัญหาเหล่านี้ แต่เมื่อบริษัทมีบทบาทสำคัญในการจัดหาแรงงานให้กับระบบปฏิบัติการของการบินไทย ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารกำลังคน คุณภาพการจ้างงาน และความพร้อมของบุคลากรที่ถูกส่งเข้าไปปฏิบัติงานในภารกิจสำคัญ
สิ่งที่น่าจับตาคือการมีผู้บริหารคนเดียวกันทำหน้าที่ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ว่าจ้าง และผู้กำกับดูแลบริษัทที่จัดหาแรงงานให้กับองค์กรต้นทาง อาจก่อให้เกิดคำถามเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบถ่วงดุล โดยเฉพาะในช่วงที่การบินไทยกำลังเดินหน้าฟื้นฟูกิจการและพยายามสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน
ดังนั้น วิงสแปนอาจไม่ใช่เพียงบริษัทจัดหาแรงงานธรรมดา แต่เป็นหนึ่งใน กลไกหลังบ้าน ที่มีบทบาทต่อระบบปฏิบัติการทั้งหมดของการบินไทย ตั้งแต่ครัวการบิน ภาคพื้น ซ่อมบำรุง ไปจนถึงการให้บริการผู้โดยสาร
อย่างไรก็ตามสื่งที่สังคมควรได้รับคำตอบจึงไม่ใช่เพียงว่า ใครถือหุ้นวิงสแปนแต่ใครเป็นผู้ควบคุมวิงสแนปจริง ๆ และโครงสร้างเช่นนี้ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบินไทย หรือกำลังสร้างความเสี่ยงเชิงโครงสร้างรูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีใครขุดขุ้ยแหล่งผลประโยชน์ในการบินไทย ในทุกยุคทุกสมัย


