xs
xsm
sm
md
lg

เจาะดีลยักษ์ KMB ควบ Kenvue 1.69 ล้านล้าน! ไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน – ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคและเฮลท์แคร์ เตรียมรับแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อ Kimberly-Clark หรือ KMB เข้าซื้อ Kenvue มูลค่า 1.69 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะปิดดีลได้ในไตรมาส 4/2569 นี้ คำถามสำคัญคือ หลังเปลี่ยนเจ้าของ ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนในสมการนี้ สุดท้ายผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบ ขึ้นอยู่กับศักยภาพของการเป็นฐานผลิตที่ไทยยังสามารถรักษาไว้ได้


ดีลยักษ์ Kimberly-Clark หรือ KMB เข้าซื้อ Kenvue มูลค่ากิจการ (Enterprise Value) ราว 4.87 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.69 ล้านล้านบาท กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย โดยผู้ถือหุ้นทั้งสองบริษัทอนุมัติธุรกรรมแล้ว และกระบวนการตามกฎหมายแข่งขันทางการค้าของสหรัฐฯ ผ่านขั้นตอนสำคัญแล้วเช่นกัน ขณะที่บริษัทระบุว่าจะปิดดีลได้ในไตรมาส 4/2569 เหลือเพียงการอนุมัติด้านกฎระเบียบในต่างประเทศและเงื่อนไขการปิดธุรกรรมอื่นๆ

แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องจับตาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเจ้าของพอร์ตแบรนด์สุขภาพและสินค้าอุปโภคบริโภค หากอยู่ที่การจัดโครงสร้างธุรกิจและ Supply Chain หลังควบรวม เพราะ Kimberly-Clark ประเมินมูลค่าการผนึกกำลังต่อปีเมื่อดำเนินการเต็มรูปแบบ (Total run-rate Synergy) ราว 2.1 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7.29 หมื่นล้านบาทต่อปี และตั้งเป้าผนึกกำลังด้านต้นทุน (Cost Synergy) ราว 1.9 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.59 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ต้นทุนสินค้าที่ขาย การผลิต การจัดซื้อ การขาย การตลาด ไปจนถึงเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้า

เปิดพอร์ต Kenvue ไทย ผลิตอะไร ขายอะไร และต่างจากพอร์ตโลกอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีความสำคัญต่อ Kenvue มากกว่าการเป็นตลาดขายสินค้า เพราะบริษัทมีฐานการผลิตในกรุงเทพฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็น Supply Chain ระดับภูมิภาค โดยข้อมูล Kenvue Thailand ที่เผยแพร่ผ่านหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ระบุว่า โรงงาน Kenvue ในไทยผลิต Listerine, Johnson’s Baby, Aveeno และ Neutrogena และส่งออกไปมากกว่า 35 ตลาดทั่วโลก ขณะที่เอกสาร Kenvue ที่ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ ระบุเพิ่มเติมว่า Bangkok facility มี Strategic Focus ในกลุ่ม Skin Health and Beauty และ Essential Health ซึ่งมีรายชื่อแบรนด์ Listerine, Johnson’s, Neutrogena และ Carefree ในข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโรงงานนี้ด้วย

หากแยกข้อมูลของ Kenvue สามารถแบ่งออกได้ 3 ส่วน คือ 1. แบรนด์ที่ผลิตในไทยและส่งออก ได้แก่ Listerine, Johnson’s Baby, Aveeno และ Neutrogena 2. แบรนด์ที่จำหน่ายในไทย เช่น Carefree, OGX และ Clean & Clear รวมถึงแบรนด์ในกลุ่ม Johnson’s และผลิตภัณฑ์อื่นๆ และ 3. พอร์ตระดับโลก ครอบคลุม Tylenol, Motrin, Nicorette, Zyrtec, Neutrogena, Aveeno, OGX, Listerine, Johnson’s, BAND-AID, Stayfree, o.b., Carefree และแบรนด์อื่นๆ ใน 3 กลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท

ทั้งนี้ เมื่อ KMB เข้าซื้อ Kenvue สำเร็จและเข้ามาจัดระเบียบเครือข่ายใหม่ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการเป็นฐานผลิตและส่งออกของ Kenvue หรืออาจต้องถูกกดดันจากการเปรียบเทียบต้นทุนและประสิทธิภาพของฐานผลิตกับประเทศอื่นๆ อย่างไร และสำคัญที่สุด ไทยอยู่ตรงไหนในสมการของ “ดีล KMB–Kenvue” ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยต่อไปนี้

1. โรงงานไทยส่งออก 35 ประเทศ

ถือเป็นด้านบวกและเป็นแต้มต่อของไทยจากการเป็นฐานผลิตและส่งออก จุดแข็งของไทยอยู่ที่การเป็นฐานผลิตที่มีบทบาทเป็น Strategic Regional Supply Hub สามารถรองรับการส่งออกไปมากกว่า 35 ประเทศ ทำให้โรงงานไทยไม่ได้แข่งขันเพียงเพื่อป้อนตลาดในประเทศ แต่เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศหลายภูมิภาค หาก KMB ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายโดยเลือกใช้ฐานผลิตที่มีความพร้อม สามารถผลิตสินค้าได้ตามมาตรฐาน และมีต้นทุนและโลจิสติกส์ที่แข่งขันได้ ไทยก็มีโอกาสได้รับการจัดสรรกำลังการผลิตหรือสินค้าสำหรับตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

ผลต่อเนื่องยังอาจไปถึงผู้จัดหาไทยในห่วงโซ่ ทั้งบรรจุภัณฑ์ วัตถุดิบ คลังสินค้า และผู้ให้บริการขนส่ง เพราะหากปริมาณการผลิตหรือการส่งออกเพิ่มขึ้น ความต้องการใน Supply Chain ที่เกี่ยวข้องก็มีโอกาสขยายตามไปด้วย

2. Cost Synergy 1.9 พันล้านดอลลาร์ จุดเสี่ยงของไทย

ปัจจัยนี้ถือเป็นด้านลบและเป็นความเสี่ยง เพราะไทยต้องเผชิญการคัดเลือกด้านต้นทุนและประสิทธิภาพจากการสร้าง Synergy อีกด้านของสมการคือ Cost Synergy 1.9 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.59 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ Kimberly-Clark ประกาศเอง และบริษัทตั้งเป้ารับรู้การผนึกกำลังด้านต้นทุนภายใน 3 ปีหลังการปิดดีล

นั่นหมายความว่าเครือข่ายของ Kenvue จะถูกนำมาเปรียบเทียบในมิติประสิทธิภาพและต้นทุนมากขึ้น โรงงานไทยจึงมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากมีความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน คุณภาพ และโลจิสติกส์ ก็จะได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น แต่หากประเทศอื่นมีต้นทุนหรือประสิทธิภาพที่ดีกว่า ไทยก็มีโอกาสถูกทบทวนหรือปรับการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่ รวมถึงการรวมศูนย์จัดซื้อ การลดจำนวน Supplier หรือการเปลี่ยนเส้นทางกระจายสินค้า ก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งหมด แม้ปัจจุบัน Kimberly-Clark จะไม่ได้กล่าวถึงว่าจะลด เพิ่ม หรือย้ายกำลังการผลิตออกจากประเทศไทยมากน้อยเพียงใด แต่ก็ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาการตัดสินใจหลังปิดดีล

3. จับตาแบรนด์และ SKU ในตลาดไทย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่โรงงานเท่านั้น เพราะเมื่อเจ้าของใหม่เข้ามาบริหารพอร์ต Kenvue โครงสร้างของแบรนด์ สินค้า ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และช่องทางจำหน่ายในไทยก็เป็นอีกส่วนที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะแบรนด์หลักที่มีการทำตลาดในไทยอย่าง Listerine, Johnson’s, Neutrogena, Aveeno รวมถึง Carefree, OGX และ Clean & Clear ที่พบในช่องทางจำหน่ายไทย ซึ่งการเปลี่ยนแหล่งผลิตหรือเส้นทาง Supply Chain นี้ แม้ไม่เปลี่ยนชื่อแบรนด์ แต่ก็สะท้อนการจัดระเบียบธุรกิจหลังควบรวมได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้จะเป็นคำตอบของสมการว่า ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหนของ “ดีล KMB–Kenvue” โดย ปัจจัยแรก ไทยมีแต้มต่อจากการเป็นฐานผลิตที่ส่งออกไปกว่า 35 ประเทศ ขณะที่ปัจจัยที่สอง เป้าหมาย Cost Synergy 1.9 พันล้านดอลลาร์ จะทำให้ต้นทุนและประสิทธิภาพของฐานผลิตถูกนำมาเปรียบเทียบมากขึ้น และปัจจัยที่สาม การเปลี่ยนแปลงของแบรนด์และ SKU จะเป็นอีกตัวสะท้อนว่าเจ้าของใหม่กำลังจัดวางบทบาทของไทยในตลาดและ Supply Chain อย่างไร

ดังนั้นผลบวกหรือผลลบของดีลนี้ต่อประเทศไทยจึงไม่ได้ตัดสินจากมูลค่าดีล 1.69 ล้านล้านบาท แต่ขึ้นอยู่กับว่า ไทยจะรักษาความได้เปรียบของฐานผลิตและส่งออก ควบคู่ไปกับการผ่านโจทย์ด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ และรักษาบทบาทของแบรนด์และสินค้าในตลาดไทยไว้ได้มากน้อยแค่ไหน หากทั้ง 3 ปัจจัยยังเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ไทยก็มีโอกาสรักษาบทบาทเป็นฐานผลิตเพื่อภูมิภาคต่อไป แต่หากจุดแข็งด้านต้นทุนและประสิทธิภาพไม่เพียงพอ บทบาทของไทยใน Supply Chain หลังการควบรวมก็อาจถูกทบทวนได้.