กลุ่ม ปตท. นำทัพ 5 ผู้บริหารระดับสูงประกาศวิสัยทัศน์ในงาน Gastech 2026 มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยด้วยการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน พร้อมเดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่ง LNG ของภูมิภาคเอเชีย (Physical LNG Delivery Hub) ควบคู่กับการยกระดับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำด้วยโมเดล I-SPARK เพื่อรับมือความท้าทายจาก AI, Data Center และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศอย่างมั่นคง
ในยุคที่ระเบียบโลกใหม่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งปัญหากลุ่มความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน และภาวะโลกร้อนที่เร่งรัดให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างกะทันหัน โจทย์สำคัญของประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่ "การลดคาร์บอน" แต่คือการหาจุดสมดุลที่ลงตัวระหว่างการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้เพียงพอ การดูแลราคาพลังงานให้อยู่ในระดับที่ภาคประชาชนและธุรกิจแข่งขันได้ ตลอดจนการปรับตัวสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) จึงมิใช่เรื่องของการยกเลิกพลังงานแบบเดิมในทันที หากแต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างทั้งระบบ (Energy System Transformation) ที่ต้องอาศัยการประสานพลังระหว่างพลังงานฟอสซิลสะอาดอย่างก๊าซธรรมชาติ ร่วมกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและนวัตกรรมการกักเก็บคาร์บอน
เพื่อตอบสนองต่อทิศทางดังกล่าว บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ในฐานะองค์กรพลังงานแห่งชาติ ได้ใช้โอกาสบนเวทีระดับโลกอย่าง Gastech 2026 เพื่อแสดงบทบาทผู้นำในการกำหนดทิศทางพลังงานของไทยและภูมิภาค โดย 5 ผู้บริหารระดับสูงได้ร่วมกันฉายภาพแผนยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน LNG ระดับโลก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติที่เชื่อมโยงและยืดหยุ่น การค้าพลังงานระหว่างประเทศ ตลอดจนการเนรมิตพื้นที่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำต้นแบบอย่าง I-SPARK ในจังหวัดระยอง เพื่อตอกย้ำความพร้อมในการพาประเทศไทยก้าวสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต
สมการสมดุลพลังงาน: เมื่อก๊าซธรรมชาติคือ "Destination Fuel" เคียงข้างพลังงานหมุนเวียน
ท่ามกลางกระแสการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "LNG in the age of electrification: contracting, competition & demand realities" โดยย้ำชัดว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน จำเป็นต้องรักษาสมดุลของสามเหลี่ยมพลังงาน (Energy Trilemma) อย่างยึดหยุ่นและรอบคอบ ซึ่งประกอบไปด้วย
ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security): การมีอุปทานพลังงานที่เพียงพอและต่อเนื่อง ไม่สะดุดท่ามกลางความผันผวน
ราคาที่เข้าถึงและแข่งขันได้ (Affordability & Competitiveness): ต้นทุนพลังงานที่ไม่เป็นภาระแก่ประชาชน และส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม (Sustainability): การมุ่งสู่เป้าหมายการลดคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ดร.คงกระพัน ระบุว่า การเลือกแนวทางเปลี่ยนผ่านต้องปรับให้เหมาะกับบริบท ความพร้อม และโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศ ในบริบทของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ก๊าซธรรมชาติและ LNG ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "Transition Fuel" หรือเชื้อเพลิงส่งผ่านชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังเป็น "Destination Fuel" ที่มีบทบาทสำคัญในระบบพลังงานระยะยาว ทั้งนี้ เนื่องจากโลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการกระจายการใช้ไฟฟ้า (Electrification) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมหนัก
ความท้าทายหลักของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม คือความไม่แน่นอนและติดปัญหาความผันผวนตามธรรมชาติตามฤดูกาล ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นพลังงานฐานที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) อนาคตของพลังงานจึงไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ "การทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน"
ในส่วนของการสร้างความมั่นคงด้าน LNG ปตท. ให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งจัดหา (Diversification) การบริหารพอร์ตสัญญาแบบผสมผสาน และการสร้างเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการยามเกิดเหตุการณ์หยุดชะงักของอุปทาน (Supply Disruption) หรือวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมกันนี้ ปตท. ยังเดินหน้าลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าก๊าซธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซมีเทน (Methane Emissions) การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และการพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยโดยไม่ลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ปฏิรูปเชิงระบบ: ยกระดับเป้าหมายประเทศสู่ I-SPARK โมเดล
ในการบรรยายหัวข้อ On track or off course? Navigating the path towards lower carbon energy systems ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านนโยบายพลังงานของประเทศไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง โดยมีการเชื่อมโยงระหว่างนโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนจริง ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศสู่ปี 2050, การจัดทำ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด, ตลอดจนความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาโครงการ CCS
อย่างไรก็ตาม ดร.บุรณิน ย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานในความเป็นจริงมีความซับซ้อนและท้าทายกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ปัจจัยภายนอกทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคาพลังงานทั่วโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การลดคาร์บอนจึงไม่สามารถมองแยกส่วนได้ แต่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับความมั่นคงและต้นทุนที่เหมาะสม
"เราไม่ได้กำลังเปลี่ยนแค่แหล่งพลังงาน แต่กำลังเปลี่ยนทั้งระบบ จาก Energy Transition ไปสู่ Energy System Transformation เพื่อสร้างระบบพลังงานที่สะอาด มั่นคง ยืดหยุ่น และแข่งขันได้มากขึ้น"
คำกล่าวของ ดร.บุรณิน สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมผ่านโครงการ I-SPARK ณ จังหวัดระยอง โครงการนี้คือพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาดแบบใช้ร่วมกัน (Shared Infrastructure) ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ
I-SPARK มุ่งเน้นการบูรณาการพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานคาร์บอนต่ำ และเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน (Bio-Circular-Green Economy) เข้าด้วยกัน เพื่อเร่งรัดการพัฒนาโครงการลดคาร์บอนในพื้นที่มาบตาพุด และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Target Industries) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปพร้อมกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม
ปักหมุดไทยสู่ Physical LNG Delivery Hub ขยายเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานยืดหยุ่น
นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเจาะลึกในหัวข้อ From molecules to markets: Building LNG infrastructure to connect demand centres in an era of supply chain disruption โดยระบุว่า รูปแบบตลาด LNG ของโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่เป็นระบบ Point-to-Point (การส่งมอบตรงจากผู้ผลิตไปยังผู้ซื้อรายเดียว) ไปสู่ Connected Flexible Network หรือเครือข่ายที่เชื่อมโยงแหล่งจัดหา เส้นทางการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และตลาดปลายทางเข้าด้วยกันอย่างอิสระ
นายบัณฑิต เน้นย้ำว่า ในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานพร้อมจะหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้หมายถึงการมีปริมาณ LNG อยู่ในมือเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องมี "ทางเลือก" และความยืดหยุ่นในการจัดหาและส่งมอบ ปตท. จึงวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนควบคู่กันใน 2 ด้านหลัก ประกอบด้วย
1. การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ Connectivity & Flexibility
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก๊าซและสถานีรับ-จ่าย LNG (LNG Receiving Terminal) ของ ปตท. ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพิ่มความจุ (Capacity) แต่เน้นการเพิ่ม ความสามารถในการเชื่อมโยง (Connectivity) และ ความยืดหยุ่น (Flexibility) เพื่อรองรับ LNG จากหลากหลายแหล่งและส่งต่อได้อย่างทันท่วงที
โดยขยายขีดความสามารถด้านบริการ Storage, Reload, Re-export, Break-bulk (การแบ่งบรรจุเรือขนาดเล็ก) และ Ship-to-Ship Transfer (การถ่ายโอนก๊าซระหว่างเรือ) รวมทั้งการใช้ระบบ Virtual Inventory เพื่อบริหารจัดการสต็อกก๊าซร่วมกัน เพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในเชิงการค้า
2. การบริหารจัดการ Integrated Gas Supply Portfolio
สร้างพอร์ตโฟลิโอ LNG ที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านภูมิภาคผู้ผลิต รูปแบบสัญญา และระยะเวลา โดยผสมผสาน สัญญาระยะยาว (Long-term Contracts) เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของอุปทาน เข้ากับ การจัดหาระยะสั้นและตลาด Spot เพื่อสร้างความคล่องตัวด้านต้นทุน นอกจากนี้ยังบูรณาการการบริหารก๊าซในอ่าวไทย ก๊าซนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และ LNG นำเข้า ให้เป็นพอร์ตเดียวเพื่อจัดสรรให้เหมาะกับสภาวะตลาด
เป้าหมายสูงสุดของการปรับตัวครั้งนี้ คือการตอกย้ำตำแหน่งยุทธศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ Physical LNG Delivery Hub ของภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบในการเชื่อมโยงโมเลกุลพลังงานจากทั่วโลก กระจายไปยังศูนย์กลางความต้องการพลังงานทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างมีประสิทธิภาพ
บูรณาการการค้าระหว่างประเทศและนวัตกรรมสีเขียว ปูทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ในส่วนการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศและแผนปฏิบัติการความยั่งยืน ได้รับการถ่ายทอดจากสองผู้บริหารระดับสูงเพื่อฉายภาพห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์แบบของกลุ่ม ปตท.
นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงด้าน LNG ที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับ "ราคาที่เหมาะสมและเข้าถึงได้" ในภาวะที่ตลาดผันผวน "สัญญาระยะยาว" ยังคงเป็นเสาหลักสร้างความมั่นคง แต่จำเป็นต้องมีการเพิ่มเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนปริมาณส่งมอบ (Quantity Flexibility), การไม่จำกัดปลายทางส่งมอบ (Destination Flexibility) และโครงสร้างราคาที่สะท้อนสภาวะตลาดจริง
นอกจากนี้ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. ยังนำเครื่องมือทางการค้ายุคใหม่มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เช่น Cargo Swap (การแลกเปลี่ยนเที่ยวเรือเพื่อลดระยะทางและค่าขนส่ง) รวมถึงการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อบริหารจัดการต้นทุนพลังงานของประเทศให้อยู่ในระดับต่ำที่สุด และสามารถรับมือกับความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้
ขณะที่ นายรัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ลงรายละเอียดของโครงการ I-SPARK ต้นแบบอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ระบุว่า โครงการนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมของไทย พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลภายในปี 2578 ด้วยศักยภาพที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือกว่า 1.7 แสนล้านบาท) สร้างงานในท้องถิ่นได้มากกว่า 13,000 ตำแหน่ง รวมทั้งลดการปล่อยคาร์บอนไดโอไซด์ได้สูงถึง 9 ล้านตัน CO2 ต่อปี และที่สำคัญคือสามารถนำโมเดลนี้ไปต่อยอดในพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ของประเทศไทยต่อไป
นอกเหนือจากโครงการ I-SPARK แล้ว ในงาน Gastech 2026 กลุ่ม ปตท. ยังได้จัดแสดงบูธนวัตกรรมภายใต้แนวคิด Flow ซึ่งชูนวัตกรรมเปลี่ยนโลก ได้แก่
เทคโนโลยี CCS แห่งแรกของไทย: นวัตกรรมการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ทะเล เพื่อกักเก็บก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม
LNG Cold Utilization: การนำพลังงานความเย็นที่เหลือทิ้งจากการเปลี่ยนสถานะ LNG กลับมาใช้ประโยชน์ เช่น การสร้างความเย็นให้แปลงปลูกพืชเมืองหนาว (เช่น สตรอว์เบอร์รีและดอกทิวลิป) ในพื้นที่ระยอง
Smart Energy Management: การนำ AI และเทคโนโลยี IoT มาบริหารจัดการการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมแบบ Real-time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดและลดการสูญเสียพลังงาน
ท่ามกลางโลกยุคเปลี่ยนผ่าน กลุ่ม ปตท. ได้ประกาศวิสัยทัศน์ให้เห็นภายในงาน Gastech 2026 ว่า "ความมั่นคงทางพลังงาน" และ "ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม" ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่สามารถเดินหน้าควบคู่กันได้ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างระบบพลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น การค้าพลังงานเชิงรุก และการสร้างนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ การปักหมุดสู่การเป็น Physical LNG Delivery Hub และการแจ้งเกิดโมเดล I-SPARK จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่พาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำแห่งภูมิภาคเอเชียอย่างมั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืนต่อไป


