xs
xsm
sm
md
lg

ลือสะพัด! “Lotus’s Go Fresh” จ่อปิด 300–400 สาขา เปิด 5 ข้อจริง สู่เกมรื้อพอร์ตสู้ศึกค้าปลีกใกล้บ้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน -กระแสข่าวในโลกออนไลน์กำลังจับตา Lotus’s Go Fresh หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่า อาจทยอยปิดสาขาจำนวน 300–400 แห่ง โดยอ้างเหตุผลทั้งเรื่องค่าเช่าพื้นที่ ต้นทุนพนักงาน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากร้านค้าปลีกใกล้บ้านอย่าง CJ MORE และผู้เล่นรายอื่น ซึ่งจากการตรวจสอบยังไม่พบประกาศหรือเอกสารอย่างเป็นทางการจาก CP Axtra ว่าจะปิด Go Fresh จำนวนดังกล่าวจริง

ประเด็นดังกล่าว มีการพูดถึงในโลกออนไลน์ อย่างน้อยตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 2569 และถูกหยิบมาขยายต่อ จนถึงช่วงวันที่ 16–17 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยต้นทางที่พบเป็นโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ประกาศของบริษัท ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกัน ทาง Lotus’s ยังคงสื่อสารถึงการพัฒนาและการขยายสาขาของ Go Fresh ในรูปแบบใหม่

“สะท้อนว่าประเด็นที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การถอนตัวจากธุรกิจ แต่เป็นการปรับพอร์ตสาขาครั้งใหญ่”


• เปิด 5 ข้อจริง สู่เกมรื้อพอร์ตสู้ศึกค้าปลีกใกล้บ้าน

1. ข่าวลือ 300–400 สาขา มีปิดจริง แต่ตัวเลขยังไม่ยืนยัน

โดยข้อเท็จจริงที่ทำให้กระแสข่าวดังกล่าวมีมูลบางส่วนนั้น เกิดจากการที่ Go Fresh มีการเปิดและปิดสาขาอยู่จริง เห็นได้จากในไตรมาส 4/2568 มีการเปิด Go Fresh 27 สาขา ขณะเดียวกันก็มีปิด 30 สาขา แสดงให้เห็นว่าการหมุนพอร์ตสาขาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นจากกระแสข่าวรอบนี้

ส่วนในปี 2569 ก็ยังพบว่า มีสาขาที่ปิดกิจการจริง เช่น Go Fresh ตลาดเทศบาลเมืองสุรินทร์ และ Go Fresh ไผ่ขวาง จ.สุพรรณบุรี แต่ยังไม่มีหลักฐานจาก CP Axtra ที่ระบุว่าสาขาเหล่านี้อยู่ในแผน 300–400 สาขา ดังนั้นสิ่งที่ยืนยันได้ในเวลานี้คือ มีการปิดสาขาจริง แต่จำนวน 300–400 สาขายังเป็นตัวเลขจากกระแสข่าว ไม่ใช่ตัวเลขที่บริษัทประกาศ

2. CP Axtra กำลัง “รื้อพอร์ต” มากกว่าถอนตัวจาก Go Fresh

ทั้งนี้ Go Fresh ถือเป็น Format เครือข่ายหลักของ Lotus’s โดย ณ สิ้นปี 2567 มี Lotus’s Go Fresh อยู่ที่ 2,079 สาขา ช่วงปี 2568 มีการเปิดใหม่ 122 สาขา และปิดที่ยืนยันว่าเป็น Go Fresh อย่างน้อย 74 สาขา ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2569 มีเปิดเพิ่มอีก 123 สาขา และมีตัวเลขปิดที่ยืนยันได้อย่างน้อย 20 สาขา ทำให้ตลอดช่วงดังกล่าว มีจำนวนรวมของการเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 245 สาขา และปิดรวมอย่างน้อย 94 สาขา ดังนั้นจากการคำนวณตามตัวเลขเปิด–ปิดที่เปิดเผย ทำให้ประเมินได้ว่าเครือข่าย Go Fresh น่าจะมีอยู่ราว 2,230 สาขาในช่วงกลางปี 2569 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคำนวณจากข้อมูลที่เปิดเผย ไม่ใช่ยอดสุทธิที่ CP Axtra ประกาศอย่างเป็นทางการ

โดยก่อนหน้านี้ CP Axtra ระบุถึงการทยอยปิดหรือปรับร้าน Go Fresh ขนาดเล็กกว่า 150 ตร.ม. มากขึ้น ส่วนในปี 2569 ก็ยังเดินหน้าขยาย Go Fresh แต่เน้นร้านที่มีพื้นที่มากกว่า 300 ตร.ม. แทน ภาพดังกล่าวจึงสะท้อนว่า การ “เปลี่ยนพอร์ต” คือปล่อยร้านที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่หรือ Economics และนำเงินลงทุนไปลงกับร้าน Format ที่บริษัทมองว่าสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่า

3. เปลี่ยนเกมจากร้านแวะซื้อ สู่ “Mini Supermarket” และ Fresh Food Destination

จะเห็นได้ว่าเหตุผลของการปรับ Format ครั้งนี้ สอดคล้องกับข้อจำกัดของร้านขนาดเล็ก เพราะพื้นที่จำกัดทำให้ใส่สินค้าได้ไม่มาก โดยเฉพาะอาหารสด วัตถุดิบ และสินค้าสำหรับการซื้อเข้าบ้าน ขณะที่ต้นทุนค่าเช่า บุคลากร และการดำเนินงานยังเป็นต้นทุนหลักที่ต้องแบกรับต่อสาขา

ดังนั้น Go Fresh จึงต้องขยับบทบาทจากร้านค้าปลีกใกล้บ้านที่เน้น Convenience ไปสู่ Mini Supermarket / Fresh Food Destination เพิ่มพื้นที่และความหลากหลายของอาหารสด อาหารพร้อมรับประทาน เบเกอรี และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อเพิ่มขนาดตะกร้าสินค้าและความถี่ในการซื้อ ขณะเดียวกันร้านยังทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับการสั่งซื้อออนไลน์และบริการจัดส่งของ Lotus’s อีกด้วย

โจทย์สำคัญในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการเปิดร้านให้ได้มากที่สุด แต่คือการทำให้ยอดขายและกำไรต่อพื้นที่ของแต่ละสาขา ทำได้มากที่สุด ซึ่งอธิบายได้ว่าทำไมบริษัทจึงต้องปิดบางสาขาออกไป แต่ขณะเดียวกันยังลงทุนเปิดร้าน Format ใหม่เข้ามา

4. ศึกค้าปลีกใกล้บ้านเดือด ไม่ได้ชนแค่ 7-Eleven

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญของการปรับโมเดลนี้ เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีกใกล้บ้าน ทั้ง 7-Eleven, CJ MORE, Big C Mini, Tops Daily รวมถึงร้านค้าชุมชน สอดคล้องกับข้อมูลของทาง Krungsri Research ที่ประเมินว่า ตลาดร้านสะดวกซื้อยังเติบโต แต่การแข่งขันและกำลังซื้อที่อ่อนแอกดดันยอดขายต่อสาขา ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องขยับจากร้าน Convenience ไปสู่รูปแบบ Compact Supermarket ที่มีพื้นที่และสินค้าเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ Krungsri Research ยังได้ประเมินถึงโครงสร้างตลาดร้านสะดวกซื้อด้วยว่า 7-Eleven มีสัดส่วนประมาณ 72% ขณะที่ Lotus’s Go Fresh อยู่ราว 10%, Big C Mini 7% และ CJ MORE 5% สะท้อนว่า Go Fresh มีฐานตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ แต่ต้องเผชิญการแข่งขันทั้งจากผู้นำตลาดและผู้เล่นที่เร่งขยาย Format ใกล้เคียงกัน

แน่นอนว่าคู่แข่งเองก็ต้องเดินเกมเพิ่มพื้นที่เช่นกัน เช่น Big C Mini ทดลอง Format ที่มีพื้นที่มากกว่า 300 ตร.ม. และรายงาน Traffic หลังปรับโฉมเพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับรูปแบบเดิม ทำให้ตลาดกำลังเข้าสู่การแข่งขันรอบใหม่ที่ไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนสาขา แต่รวมถึง สินค้า อาหารสด ขนาดตะกร้า ประสบการณ์ และ Productivity ต่อสาขา

5. กางแผนปี 2569 : ยังลงทุน–ยังเปิดร้าน แต่เปลี่ยนวิธีเล่น

ในความเป็นจริงการปิดสาขา ไม่ได้สำคัญเท่าแผนการลงทุนที่ CP Axtra ตั้งงบลงทุนรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท ในปี 2569 โดยเป็นงบลงทุนของทั้งกลุ่มไม่ใช่งบเฉพาะ Go Fresh ซึ่งตามแผนปีนี้จะมีการขยายสาขาใหม่รวม 110 แห่ง แบ่งเป็น Go Fresh 100 แห่ง และสาขาขนาดใหญ่ 10 แห่ง แต่ล่าสุดพบว่าครึ่งปีแรกนี้ Go Fresh มีการเปิดไปแล้วถึง 123 สาขา มากกว่าแผนเดิมที่วางไว้ถึง 23 สาขา

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า CP Axtra ไม่ได้ลดความสำคัญของ Go Fresh ลง แต่กำลังเปลี่ยนวิธีบริหาร จากการขยายเครือข่ายจำนวนมากไปสู่การเลือกทำเลที่มีศักยภาพมากกว่า

เกมของ Go Fresh วันนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การปิดกี่สาขาเพียงอย่างเดียว แต่คือการพิสูจน์ว่าโมเดลใหม่ที่ใหญ่ขึ้น จะสามารถสร้างยอดขายและผลตอบแทนต่อพื้นที่ได้ดีกว่า และมากพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากทำได้ การปิดร้านเล็กบางส่วน ก็แค่ตัดทิ้งเนื้อร้าย และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรื้อพอร์ตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ มากกว่าจะเป็นสัญญาณการถอนตัวจากตลาดค้าปลีกใกล้บ้าน.