DSI ส่งหนังสือถึงประธาน BCPG เรียกข้อมูลหลักฐานการซื้อขายคลังน้ำมันที่เพชรบุรี 9,000 ล้านบาทภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้ หลังมีข้อสงสัยเกิดการสมคบคิดเพื่อสร้างมูลค่าทรัพย์สินที่ซื้อขายให้สูงเกินจริง ทำให้บางคนได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขายดังกล่าว
รายงานข่าวจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งหนังสือถึงประธานกรรมการ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ขอให้ส่งมอบเอกสารหลักฐานประกอบการสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับการซื้อกิจการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ จ.เพชรบุรี มูลค่า 9,000 ล้านบาท
DSI ระบุว่า ได้รับเรื่องเกี่ยวกับการซื้อขายคลังน้ำมันของ BCPG ใน จ.เพชรบุรี ที่ตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการสมคบกันเพื่อสร้างมูลค่าทรัพย์สินที่ซื้อขายให้สูงเกินจริง เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับผลประโยชน์จากการซื้อขาย อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ 2535 ไว้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมคดีพิเศษ 145/2569
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 24 วรรค 1 (4) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงเรียนมายังท่านเพื่อส่งมอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหุ้นของบริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด จากบริษัท แพนเอเชียสตอเรจ แอนด์เทอร์มินัล จำกัด เพื่อลงทุนในโครงการคลังน้ำมันและถ้าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี เช่น รายงานการประชุมของคณะกรรมการบริษัท รายงานการประชุมของคณะกรรมการการลงทุน รายงานการประเมินมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิที่ได้มาจากการซื้อหุ้นในบริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด การบันทึกมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์และหนี้สินแต่ละประเภทที่ได้รับมาในงบการเงินของบริษัท รายชื่อบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ รายงานความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ สัญญาซื้อขายหุ้นในบริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด จากบริษัท แพนเอเชียสตอเรจ แอนด์เทอร์มินัล จำกัด วิธีการชำระเงิน และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นของบริษัท เอเชียลิงค์ เทอมินัล จำกัด พร้อมทั้งรับรองความถูกต้องของเอกสารส่งมอบให้กับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ก่อนหน้านี้ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPเคยชี้แจงเหตุผลที่BCPG เข้าไปลงทุนโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีเมื่อปี 2565 มูลค่า 9,000 ล้านบาท รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมดังกล่าวนั้น พร้อมยืนยันความโปร่งใส ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน
โดยบริษัทได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่าการลงทุนคลังน้ำมันแห่งใหม่ที่ขนาด 400-700 ล้านลิตร ต้องใช้เงินลงทุน 10,000-12,000 ล้านบาท
ขณะที่โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรี เคยมีการประเมินราคาไว้ที่ 3,000ล้านบาทเมื่อปี 2553 แต่ในปี2565 ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด รองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว


