สนพ.เร่งรวบรวมข้อคิดเห็นร่างแผนPDP2026 ที่ได้เปิดรับฟังความเห็นระหว่างวันที่ 8-15 ก.ย.นี้ เพื่อเตรียมเสนอ “เอกนัฏ”รมว.พลังงานพิจารณาช่วงปลาย ก.ย.หรือต้นต.ค. 69 ส่วนสถานการณ์ราคาพลังงานครึ่งปีหลังพบว่าราคาน้ำมันและLNGดีดีตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่ผลให้ราคาLNGดีดขึ้นแตะ30เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู ห่วงกระทบค่าไฟงวดม.ค.-เมย.70
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สนพ.อยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2026) ภายหลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วระหว่างวันที่ 8-15 กันยายนที่ผ่านมา คาดว่าจะรวบรวมและสรุปข้อคิดเห็นต่างๆเสนอต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นตุลาคมนี้
เบื้องต้นพบว่ามีการเสนอข้อคิดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR)จะเกิดขึ้นได้จริงตามแผนฯหรือไม่ รวมทั้งโครงการCCSที่มีต้นทุนในการกักเก็บคาร์บอนสูงทำให้กระทบต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางเลือกฉากทัศน์ที่ 4 (ไฮบริด) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างกรณีที่ 2 และ 3 โดยขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นเป็นประมาณ 73% ควบคู่กับการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้บางส่วน ขณะที่มีการใช้ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยให้อยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สอดคล้องกับปริมาณก๊าซในอ่าวที่มีอยู่ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG ) มากเกินไป
ในร่างแผน PDP2026 มีการขยายอายุสัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรายเล็ก (SPP) ที่กำลังจะหมดอายุลง ออกไปอีก 6-7 ปี โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาโรงไฟฟ้าIPP ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน เพื่อรองรับช่วงที่โรงไฟฟ้าใหม่ยังไม่เกิดขึ้นในช่วงปี 2570-2575 ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะเป็นผู้เจรจาราคาค่าไฟใหม่ในฐานะคู่สัญญา แต่ทั้งนี้คงต้องรอนโยบายภาครัฐก่อน ไม่มีข้อสรุปในช่วงนี้
นายวัฒนพงษ์ กล่าวถึงทิศทางสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2569 พบว่าแนวโน้มราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก จากสถานการณ์ความจัดแย้งในตะวันออกกลางที่ตึงเครียดอีกครั้ง คาดว่าราคาน้ำมันดิบไบในช่วงครึ่งปีหลัง จะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-118 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาดีเซล คาดอยู่ที่ 162-186 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนเบนซิน อยู่ที่ 112-143 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 คาดว่าอยู่ที่ 25-27 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู และคาดว่าเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 16-24 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู
ดังนั้น ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงานในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดีเซล 195.30เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 147.37 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG)ตลาดโลก(CP) อยู่ที่ 642.50 เหรียญสหรัฐต่อตัน และราคาก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ตลาดเอเชีย ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 29.74 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งราคาก๊าซLNG ตลาดจรที่ดีดขึ้นนี้ ส่งผลให้ต้นทุนค่าFt สูงขึ้น กระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าในงวดใหม่ช่วงม.ค.-เม.ย.2570
ทั้งนี้ สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศในปี2569 จะอยู่ที่ระดับ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปี 2568 ที่ลดลง 1.6% โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 0.1% ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 8% และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ คาดว่าจะลดลง 15.6%
ส่วนภาพรวมสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.9% โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 10.2% ขณะที่การใช้น้ำมันลดลง 0.8% ถ่านหินลดลง 6% และลิกไนต์ลดลง 52.5% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
ส่วนการใช้ไฟฟ้าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 6.0 % โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุด 40.4 %มีการใช้เพิ่มขึ้น 3.1 %ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 10.2 %และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น 7.4 % ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ 3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 6.2 % เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 5.0 % โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุด 61 % ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยน 15 %พลังงานหมุนเวียน 11 %ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์ 9 %พลังน้ำ 4 %และน้ำมัน 0.05%
“สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัยด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้น 1.4% อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี”นายวัฒนพงษ์ กล่าว


