“สรรเพชญ” เร่ง Smart Pier ดันงบ 69-70 วงเงิน 200 ล้านบาท ลุยปรับปรุง 13 แห่ง ครบ 29 ท่า พร้อมวางระบบอัจฉริยะนำร่อง 8 ท่า เชื่อมล้อ-ราง-เรือ ปลอดภัย ทันสมัย ครบวงจร
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม เดินหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อยกระดับการเดินทางทางน้ำให้มีความสะดวก ปลอดภัย และทันสมัย พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลเรือ ผู้โดยสาร สภาพอากาศ และระบบช่วยเหลือฉุกเฉินเข้าสู่ศูนย์ควบคุมส่วนกลาง ครอบคลุมท่าเรือสำคัญ 29 แห่ง ตั้งแต่ท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือสาทร
ที่ผ่านมา กรมเจ้าท่าได้ดำเนินการปรับปรุงท่าเรือแล้วเสร็จ 11 แห่ง วงเงินรวม 297.76 ล้านบาท ได้แก่ ท่าเรือกรมเจ้าท่า ท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือนนทบุรี ท่าเรือท่าช้าง ท่าเรือสาทร ท่าเรือราชินี ท่าเรือพายัพ ท่าเรือบางโพ ท่าเรือท่าเตียน ท่าเรือพระปิ่นเกล้า และท่าเรือพระราม 5
ในปี 2568 เริ่มดำเนินการเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง วงเงินรวม 177.5362 ล้านบาท โดยท่าเรือปากเกร็ดและท่าเรือพระราม 7 มีผลงานแล้วเสร็จร้อยละ 100 ส่วนท่าเรือเกียกกายอยู่ในความรับผิดชอบของกรุงเทพมหานคร ขณะที่ท่าเรือโอเรียนเต็ลและท่าเรือเทเวศร์อยู่ระหว่างหยุดงานชั่วคราว ซึ่งได้กำชับให้กรมเจ้าท่าเร่งแก้ไขอุปสรรคและวางแนวทางดำเนินงานให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชนและแผนพัฒนาในภาพรวม
สำหรับปีงบประมาณ 2569-2570 กรมเจ้าท่าได้รับงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมอีก 13 ท่า วงเงินรวม 200.34 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 โครงการ
โครงการแรก จำนวน 6 ท่า วงเงิน 95.34 ล้านบาท ประกอบด้วย ท่าเรือราชวงศ์ ท่าเรือสี่พระยา ท่าเรือพรานนก ท่าเรือสะพานกรุงธนหรือซังฮี้ ท่าเรือรถไฟ และท่าเรือวัดตึก โดยได้ลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ระยะเวลาดำเนินการ 540 วัน กำหนดสิ้นสุดสัญญาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2571
โครงการที่สอง จำนวน 7 ท่า วงเงิน 105 ล้านบาท ประกอบด้วย ท่าเรือวัดสร้อยทอง ท่าเรือวัดเขมา ท่าเรือเขียวไข่กา ท่าเรือพิบูลสงคราม 1 ท่าเรือวัดเทพนารี ท่าเรือวัดเทพากร และท่าเรือพิบูลสงคราม 2 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการประกวดราคาครั้งที่ 2 โดยได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าควบคุมขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเร่งรัดการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยเร็ว
“ กรมเจ้าท่ากำลังดำเนินโครงการระบบบริหารจัดการท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะที่ 1 ระหว่างปี 2569-2571 วงเงิน 64.80 ล้านบาท นำร่องในท่าเรือหลัก 8 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือกรมเจ้าท่า ท่าเรือนนทบุรี ท่าเรือราชินี ท่าเรือสาทร ท่าเรือบางโพ ท่าเรือท่าช้าง ท่าเรือท่าเตียน และท่าเรือพระปิ่นเกล้า ปัจจุบันมีความก้าวหน้าร้อยละ 10.28”
ระบบดังกล่าวจะติดตั้งอุปกรณ์อัจฉริยะ เช่น ตู้บริการข้อมูลหรือ Kiosk เซ็นเซอร์ตรวจวัดความเอียงของโป๊ะ กล้องวงจรปิดที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI แอปพลิเคชันวางแผนการเดินทาง Trip Planner ระบบติดตามตำแหน่งเรือแบบ Real-time ระบบแจ้งเตือนสภาพอากาศ ตลอดจนอุปกรณ์ช่วยชีวิต AED และระบบแจ้งเหตุ SOS เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามสถานการณ์และจัดการเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาระยะที่ 2 และระยะที่ 3 ระหว่างปี 2571-2573 วงเงิน 85 ล้านบาท เพื่อขยายระบบบริหารจัดการอัจฉริยะให้ครอบคลุมท่าเรือทั้ง 29 แห่ง พร้อมพัฒนา Mobile Super App ระบบ Line Official Account และ Beacon ตลอดจนระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้โดยสาร เพื่อสนับสนุนการวางแผนเดินทางและการบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ
“Smart Pier คือการทำให้ประชาชนเดินทางทางน้ำได้ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมั่นใจมากขึ้น ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบตำแหน่งเรือ ตารางเดินเรือ และสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ ขณะที่เจ้าหน้าที่มีข้อมูลสำหรับเฝ้าระวังและเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุได้ทันที เมื่อระบบทั้งหมดเชื่อมโยงกัน จะช่วยลดอุบัติเหตุ เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดภาระการจราจรบนถนน และต่อยอดการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจของชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเป็นรูปธรรม” นายสรรเพชญกล่าว


