“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการพาณิชยนาวี สางปัญหาค้างท่อ แก้กกฎหมายฉบับใหม่ ปลดล็อกกติกา ลุยลดต้นทุนการค้า–ขนส่งทางทะเล ดันไทยฮับเรือสำราญ–ยอช์ต พร้อมเร่งกฎหมายพาณิชยนาวีฉบับใหม่
วันนี้ (10 กันยายน 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อปรับทิศทางการพาณิชยนาวีไทยให้ทันต่อสถานการณ์การค้าและการขนส่งโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ
โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมผู้แทนรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวง อุตสาหกรรม หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยมีนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า เป็นกรรมการและเลขานุการ
ทั้งนี้ จากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 96/2569 ลงวันที่ 24 เมษายน 2569 มอบหมายให้นายพิพัฒน์ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการแทน ขณะที่คณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทสำคัญในการเสนอนโยบายและแผนพัฒนาการพาณิชยนาวี การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ การพัฒนาท่าเรือ ตลอดจนมาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่กิจการพาณิชยนาวีไทยต่อคณะรัฐมนตรี
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี ว่างเว้นไปนาน การกลับมาประชุมครั้งนี้ ต้องทำให้คณะกรรมการเป็น กลไกกลางในการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนการพาณิชยนาวีของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพราะการขนส่งทางทะเลเป็นหัวใจสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ
โดยข้อมูลประกอบการประชุมระบุว่า การค้าโลกพึ่งพาการขนส่งทางทะเลมากกว่าร้อยละ 80 ขณะเดียวกันสถานการณ์โลกทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ รูปแบบการค้า และเส้นทางเดินเรือกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยมีทั้งทำเล ท่าเรือ ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมต่อเรือ การท่องเที่ยวทางทะเล และบุคลากรที่มีศักยภาพ สิ่งที่เราต้องทำคือเชื่อมทุกส่วนเข้าด้วยกัน ลดขั้นตอน ลดต้นทุน และสร้างกติกาที่ทันสมัย เพื่อให้ประโยชน์สุดท้ายกลับไปสู่ผู้ประกอบการ คนทำงาน และประชาชน รวมทั้งทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ดีขึ้นในระบบการค้าโลก
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในทุกวาระที่เสนอพิจารณา พร้อมบันทึกข้อสังเกตและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประกอบการดำเนินงานให้รอบคอบและเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยมี 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1.เชื่อมการขนส่งหลายรูปแบบ ลดขั้นตอนและต้นทุนโลจิสติกส์ โดยที่ประชุมเห็นชอบให้กรมเจ้าท่าประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ หรือ Multimodal Transport รวมถึงพัฒนา Multimodal Transport Document (MTD) ร่วมกับสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็นทางเลือกโดยสมัครใจภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียนตามความเหมาะสม เป้าหมายคือทำให้การขนส่งสินค้าระหว่าง “เรือ–ราง–ถนน” เชื่อมต่อกันได้สะดวกขึ้น ลดภาระเอกสารและต้นทุนของภาคธุรกิจ
2.เร่ง Maritime Single Window ปรับเปลี่ยนรูปแบบเอกสารเป็นดิจิทัล ในที่ประชุมเห็นชอบให้เร่งพัฒนาระบบ Maritime Single Window หรือ MSW เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการเข้า–ออกเรือและการค้าระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ลดการยื่นข้อมูลซ้ำซ้อน ลดเวลาในการดำเนินพิธีการ และเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบการ โดยมอบกรมเจ้าท่าเป็นหน่วยงานหลัก ประสานการทำงานร่วมกับระบบ National Single Window ของกรมศุลกากร และบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT
ทั้งนี้ แนวทาง MSW มีเป้าหมายตามกรอบอนุสัญญา FAL ที่มุ่งลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นและลดจำนวนเอกสารด้านพิธีการเข้า–ออกเรือ
3.ผลักดันภูเก็ต–อันดามัน สู่ศูนย์กลางเรือยอช์ตและเรือสำราญ สร้างรายได้–สร้างงานคนไทย ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้เร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวสำราญทางทะเล เพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางเรือของภูมิภาคอาเซียน โดยให้กรมเจ้าท่าขับเคลื่อนการพัฒนาภูเก็ตและจังหวัดชายฝั่งอันดามันให้มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางที่จอดพักเรือ หรือ Marina รองรับเรือยอช์ตและซุปเปอร์ยอช์ต ตลอดจนส่งเสริมแรงงานบริการไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานบนเรือสำราญระหว่างประเทศ และบูรณาการฐานข้อมูลแรงงานทางทะเลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รายได้จากเศรษฐกิจทางทะเลกระจายไปถึงแรงงานและชุมชน
4.เร่งกฎหมายพาณิชยนาวีฉบับใหม่ ปลดล็อกกติกาให้ทันเศรษฐกิจโลก มติที่ประชุมเห็นชอบให้กรมเจ้าท่าเร่งขับเคลื่อนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. …. และนำเสนอตามขั้นตอนการเสนอกฎหมายต่อไป เพื่อปรับโครงสร้างและเครื่องมือในการส่งเสริมอุตสาหกรรมพาณิชยนาวีให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจและการแข่งขันในปัจจุบัน ทั้งนี้ การทบทวนกฎหมายดังกล่าวมีที่มาจากข้อเสนอให้ปรับโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ รวมถึงเพิ่มมาตรการและสิทธิประโยชน์แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
หลังจากนี้จะให้กรมเจ้าท่าและทุกหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย นำมติจากที่ประชุมไปสู่แผนงานให้เกิดผลลัพธ์ชัดเจน พร้อมนำข้อสังเกตของกรรมการและหน่วยงานต่าง ๆ ไปประกอบการดำเนินงานในแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระบบข้อมูลดิจิทัล การค้าระหว่างประเทศ และการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการและแรงงานไทยต่อไป


