xs
xsm
sm
md
lg

เปิดรับฟังความเห็นร่างPDP 1สัปดาห์ ก่อนสรุปชงกพช.-ครม.คาดเคาะใช้พ.ย.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สนพ.เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง “แผน PDP2026”เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น1สัปดาห์หลังจากนั้นรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงร่างแผนPDP2026เสนอต่อกพช.และครม.ภายในเดือนตุลาคม คาดเคาะใช้แผนPDPฉบับใหม่ในเดือนพ.ย.นี้หลังจากดีเลย์มา7ปีสนพ.เชียร์แนวทางที่ 4 (ไฮบริด)มีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน 73%ฟอสซิล27% SMR 9พันเมกะวัตต์ โดยมีBESSเสริมระบบ

นายประเสริฐสินสุขประเสริฐปลัดกระทรวงพลังงานเปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศพ.ศ.2569-2593(PDP2026)(PDP2026)ว่าร่างแผน PDPฉบับใหม่มุ่งเน้นตอบโจทย์ความมั่นคงพลังงาน รองรับการเปิดเสรีไฟฟ้าความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดรักษาต้นทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสมควบคู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)ในปีค.ศ.2050โดยในระยะสั้นจะไม่มีปัญหาเรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้าเนื่องจากระบบไฟฟ้าไทยมีกำลังผลิตสำรอง(Reserve Margin)ในระดับสูงถึงประมาณ 25%เพียงพอรองรับความต้องการของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์(Data Center)ที่เข้ามาลงทุนในไทย

อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพคือระบบส่งไฟฟ้าซึ่งปัจจุบัน 3การไฟฟ้าทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.),การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.),และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ได้อนุมัติงบประมาณในการดำเนินการปรับปรุงระบบสายส่งเรียบร้อยแล้วคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวม 300,000-700,000ล้านบาทซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะส่งผ่านสะท้อนรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าในอนาคตขณะที่กรอบอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนอยู่ที่ 3.88บาท/หน่วย

ทั้งนี้สนพ.เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนและประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นกำหนดทิศทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศจากร่างแผนPDP2026ผ่านช่องทางออนไลน์ทาง Google From https://forms.gle/Q2MQy8nRR4AUwqEQAได้ถึงวันที่ 15กันยายน 2569

หลังจากนั้นสนพ.และคณะอนุกรรมการฯจะรวบรวมคำถามและข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงร่างแผนก่อนยื่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)และคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ(กพช.)และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในเดือนตุลาคมนี้คาดว่าจะเริ่มใช้แผนPDP2026ในเดือนพ.ย.ปีนี้ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอยแผนPDPฉบับใหม่ที่ใช้เวลานานถึง 7ปีจึงแล้วเสร็จ


ร่าง PDP2026มีการเสนอ 4ทางเลือกให้สาธารณะพิจารณาภายใต้เงื่อนไขการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แตกต่างกัน

Case 1 (Base Case):กรณีฐานตามกรอบปกติสัดส่วนพลังงานสะอาด 65% /ฟอสซิล 35%กำลังผลิตใหม่ 127.3 GWและรวมปลายแผน 185.7 GWส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนลดลงเหลือ 66ล้านตันซึ่งยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย Net Zeroของประเทศในภาพรวมที่กำหนดให้ภาคพลังงานต้องลดการปล่อยคาร์บอนลงเหลือเพียง 19ล้านตัน

Case 2 (Net Zero by CCS)รักษาโครงสร้างเดิมยกระดับเป้าหมายคาร์บอนต่ำด้วย CCSปล่อยGHG 19.1ล้านตัน (ดักจับ 32ล้านตัน)สัดส่วนสะอาด 65% /ฟอสซิล 35%โดยมีกำลังผลิตใหม่และปลายแผนเท่ากับ Case 1 (127.3 / 185.7 GW)ต่างกันเพียงการเติม CCSที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง

Case 3 (Net Zero by RE):พลังงานสะอาดสูงสุดซึ่งจะต้องพึ่งพาโซลาร์และลมเป็นหลักปราศจากCCSส่งผลให้ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงเหลือเพียง 800ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันซึ่งจะกระทบต่อโครงสร้างท่อส่งก๊าซและสถานีรับจ่ายก๊าซ (LNG Terminal)ที่จัดเตรียมไว้การปล่อย GHGเพียง16.6ล้านตันสัดส่วนสะอาดสูงถึง 89% /ฟอสซิล 11%แต่ต้องลงทุนกำลังผลิตใหม่มากสุดที่ 194.8 GWและปลายแผน 253.1 GW

และCase 4 (Net Zero by RE & CCS):แผนผสมผสาน (ไฮบริด)รักษาการใช้ก๊าซฯในอ่าวไทยราว2,000ล้านลบ.ฟุต/วันทำให้ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า LNGมากเกินไปควบคู่พลังงาน REและ CCSปล่อย GHG 19.1ล้านตัน (ดักจับ 21ล้านตัน)สัดส่วนสะอาด 73% /ฟอสซิล 27%กำลังผลิตใหม่ 147.2 GWและปลายแผน 206.1 GW


นายวัฒนพงษ์คุโรวาทผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)กล่าวว่าร่างแผน PDP 2026มีกำหนด 4แนวทางเลือกทางคณะอนุกรรมการฯและสนพ.เห็นว่ากรณีที่ 4ไฮบริดเป็นรูปแบบที่เหมาะสมเนื่องจากมีความสมดุลทั้งด้านพลังงานสะอาด 73%การใช้ก๊าซฯในอ่าวไทยที่พอดีไม่ต้อฃนำเข้าLNGใากจนเกินไปด้านต้นทุนค่าไฟฟ้าความมั่นคงของระบบและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

"เราชอบกรณี 4เพราะอยู่ตรงกลางได้ทดลองใช้เทคโนโลยี CCSตามกรอบแผนระยะยาวเพื่อลดโลกร้อนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE)ขึ้นอย่างเหมาะสม"นายวัฒนพงษ์กล่าว

ร่างแผน PDP2026ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบไฟฟ้าแบบเดิมไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยบริหารสมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียนระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)และกำลังผลิตที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคงรวมทั้งปรับบทบาทของภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้พลังงานเพียงอย่างเดียวไปสู่การมีส่วนร่วมในระบบไฟฟ้ามากขึ้นทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เองการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าและการเข้าถึงพลังงานสะอาดพร้อมทั้งวางแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าในอนาคตทั้งการพัฒนากลไก Demand Response (DR)โดยมีเป้าหมายสะสมกว่า 2,800เมกะวัตต์ในปี 2593และพลังงานแบบกระจายศูนย์หรือ Distributed Energy Resources (DER)เป้าหมายสะสมกว่า 9,100เมกะวัตต์ในปี 2593ซึ่งจะมีบทบาทในการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโครงข่าย


นอกจากนี้ยังเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีพลังงานในอนาคตทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)ที่กำหนดไว้ 9,000เมกะวัตต์โดย300เมกะวัตต์แรกจะให้กฟผ.เป็นผู้ลงทุนนำร่องหลังจากนั้นหากประชาชนสนับสนุนก็จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนแต่ทั้งนี้ต้องมีกฎหมายระเบียบข้อยังคับตามมาตรฐานสากลส่วนเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)ก็เป็นอีกแนวทางในการให้ประเทศก้าวสู่ Net Zeroแม้ว่าการลงทุนสูงมากตลอดจนการเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆเพื่อการวิจัยและพัฒนาทางเลือกใหม่เช่นระบบกักเก็บพลังงานระยะยาวและ Hydrogenเป็นต้นเพื่อเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาระบบไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีในระยะยาว

สำหรับในช่วง 12ปีแรกของแผนระหว่างปี 2569–2580กำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่รวมประมาณ50,900เมกะวัตต์ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) 9,100เมกะวัตต์โรงไฟฟ้า SMR 300เมกะวัตต์พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300เมกะวัตต์พลังงานลม 2,700เมกะวัตต์และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500เมกะวัตต์โดยทางเลือกต่างๆในช่วงแรกของแผนขับเคลื่อนอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันและเป็นไปตามหลักการจัดทำแผนทั้ง 3ด้าน

ขณะที่ช่วงหลังปี 2580ได้จัดทำทางเลือกเพื่อรองรับเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดในปี 2593โดยพิจารณาทั้งการใช้เทคโนโลยี CCSการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานและการผสมผสานทั้งสองแนวทางซึ่งในทุกทางเลือกกำหนดให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65%ในปี 2593เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ