ผู้จัดการออนไลน์ — “BOYY” แบรนด์แฟชั่น-เครื่องหนังลักชูรี่ระดับโลก ฉลองครบรอบ 20 ปี ลั่นปีนี้บุกหนักสู้ศึกตลาดสินค้าหรูเต็มกำลัง เดินหน้าแตกไลน์เพิ่มแบรนด์ “Boyyish” ขยายฐานลูกค้าใหม่ควบคู่รักษาฐานแฟนคลับเดิม คาดทำรายได้ 150 ล้านบาท ดันรายได้รวมปีนี้แตะ 500 ล้านบาท ปักธงไม่เกิน 2 ปี รายได้จะกลับมาเติบโตพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด (Peak) อีกครั้งที่เกือบ 1,000 ล้านบาท
นางสาววรรณศิริ คงมั่น (บอย) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ “BOYY” เปิดเผยว่า BOYY ก่อตั้งขึ้นโดยตนเอง และ เจสซี่ ดอร์ซี่ (Jesse Dorsey) โดยเริ่มต้นจากความหลงใหลในกระเป๋า นำไปสู่การดีไซน์และเข้าสู่การทำธุรกิจ ซึ่งถือเป็นความท้าทายขีดจำกัดของวงการแฟชั่นและงานดีไซน์กับการทำตลาดในเวลานั้น จนกระทั่งสั่งสมชื่อเสียงกลายเป็นแบรนด์เครื่องหนังและแฟชั่นชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
สำหรับเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้ BOYY กลายเป็นภาพจำและเป็นอิทแบ็ก (It Bag) ในใจของเหล่าแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก คือการเปิดตัวคอลเลกชั่นกระเป๋าดีไซน์หัวเข็มขัดขนาดใหญ่ หรือ "Buckle" ในปี 2015 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ทรงอิทธิพลของแบรนด์ ก่อนที่แบรนด์จะค่อยๆ วิวัฒนาการขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า การสร้างสรรค์พื้นที่เชิงประสบการณ์ และโปรเจกต์พิเศษต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ทิศทางผลประกอบการของ BOYY ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะตลาดอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วงก่อนและระหว่างวิกฤตโควิด-19 BOYY เคยทำรายได้พุ่งทะยานแตะจุดสูงสุด (Peak) สูงถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากช่วงดังกล่าวอุตสาหกรรมสินค้าหรูทั่วโลกเติบโตสูง ผู้บริโภคระดับบนไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้จึงหันมาใช้จ่ายกับสินค้าแฟชั่นอย่างหนัก แต่หลังจากผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาด Luxury Brand ทั่วโลกและ BOYY ต้องเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากการชะลอตัวของกำลังซื้อ ห่วงโซ่อุปทาน การปิดหน้าร้าน และพฤติกรรมการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ยอดขายของ BOYY ปรับตัวลดลงไปราว 50% จากจุดสูงสุด มาอยู่ที่ระดับประมาณ 400 กว่าล้านบาท
จากสถานการณ์ดังกล่าวมองว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตลาด Luxury Brand กำลังเข้าสู่ยุคฟื้นตัว และต้องปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภครูปแบบใหม่ที่มองหา “ความคุ้มค่าเชิงคุณค่า” (Value & Sustainability) ประสบการณ์เฉพาะบุคคล และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันมากกว่าแค่การครอบครองสินค้าแฟชั่นเพียงอย่างเดียว
ทำให้ BOYY พร้อมกลับมาทำการตลาดอย่างจริงจังผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก โดย
ยุทธศาสตร์แรก คือ การแตกไลน์ “Boyyish” ซึ่งเป็นไลน์สินค้าและโปรเจกต์ใหม่ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการขยายฐานสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น และราคาจับต้องได้ง่ายกว่า BOYY เฉลี่ย 30% เน้นสินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้า และรองเท้า พร้อมตั้งเป้ารายได้เฉพาะส่วน Boyyish ไว้ที่ 150 ล้านบาท
ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ที่สอง คือการสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจ (Collaboration) ตอกย้ำความสำเร็จจากคอลเลกชั่น Rally x BOYY ที่ขายหมดในเวลาเพียง 25 วินาที เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่และสร้างฐานผู้ติดตามอย่างยั่งยืน
ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่สาม คือ แผนบุกต่างประเทศอีกครั้ง โดยเตรียมกลับมาสร้างการรับรู้และบุกตลาดต่างประเทศเต็มกำลังในปี 2569 นำโดยการเปิด Paris Pop-Up ในเดือนกันยายน 2026 เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าในศูนย์กลางแฟชั่นโลก ทั้งปารีส มิลาน นิวยอร์ก รวมถึงตลาด USA และ Europe
ยุทธศาสตร์ที่สี่ การปรับโฉมแฟลกชิปสโตร์ที่ Central Embassy ในประเทศไทยช่วงเดือนพฤศจิกายน 2026 เพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งให้หรูหรายิ่งขึ้น
ปิดท้ายด้วยยุทธศาสตร์ที่ห้า คือการบุกหนักตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-Commerce Expansion) เพื่อเร่งสปีดช่องทางดิจิทัลและเพิ่มสัดส่วนยอดขายออนไลน์ โดยล่าสุดได้จับมือร่วมกับพันธมิตรรายใหม่อย่าง Lazada พร้อมทั้งเตรียมแผนที่จะขยายการนำแบรนด์ขึ้นไปปักธงบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อีกหนึ่งแพลตฟอร์มในเร็วๆ นี้ เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงและอำนวยความสะดวกให้แก่นักช้อปยุคใหม่ทั่วประเทศ
นางสาววรรณศิริ กล่าวปิดท้ายว่า ปีนี้ BOYY ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 500 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 150% จากปีก่อน ซึ่งเชื่อว่าแผนงานทั้งหมดจะผลักดันให้รายได้ของ BOYY กลับมาสู่จุดสูงสุด (Peak) อีกครั้งที่เกือบๆ 1,000 ล้านบาทภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า ภายใต้แผนการตลาดครั้งใหม่ซึ่งจะโฟกัสในช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่ยอดขายหลักมาจากหน้าร้านในไทย 90% และต่างประเทศ 10% ส่วนยอดขายออนไลน์ยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อยอยู่.


