xs
xsm
sm
md
lg

รฟท.เปิด TOR ประมูลซื้อแคร่สินค้า 946 คันวงเงิน 2.45 พันล้านบาท คาดรับลอตแรก 154 คันปี 71 ดันรายได้เพิ่ม 3 พันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รฟท.ประกาศ TOR จัดซื้อรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า 946 คัน วงเงิน 2,459 ล้านบาท รับฟังวิจารณ์ถึง 7 ก.ย. 69 เป้าเพื่อทดแทนแคร่เก่าอายุใช้งานกว่า 50 ปี คาดสรุปปลายปี 69 เซ็นสัญญาต้นปี 70 ส่งมอบลอตแรก 154 คันปี 71 รองรับทางคู่และเพิ่มสัดส่วนขนสงสินค้าทางรางจากทั่วประเทศสู่แหลมฉบัง เพิ่มรายได้ปีละ 3 พันล้านบาท

รายงานข่าวแจ้งว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เผยแพร่ร่างเอกสารประกวดราคา ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Bidding) โครงการจัดซื้อรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า (บทต.) จำนวน 946 คัน วงเงินงบประมาณ 2,459.975 ล้านบาท เพื่อรับฟังคำวิจารณ์ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 27 ส.ค. 2569 - วันที่ 7 ก.ย. 2569 โดยวัตถุประสงค์ ในการจัดหารถโบกี้บรรทุกตู้สินค้าจำนวน 946 คัน เพื่อแทนแทนรถเดิมที่ใช้งานมานานเป็นเวลามากกว่า 50 ปี รวมทั้ง เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านการขนส่งสินค้าทางรางในการตอบสนองความต้องการใช้บริการขนส่งสินค้าทางรางรถไฟที่จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะสร้างโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางและช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศรวมถึงเป็นการสนับสนุนการสร้างสมดุลทางสังคมเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ราคากลางกำหนด ณ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่ 2,459.600 ล้านบาท เฉลี่ย 2.6 ล้านบาทต่อคัน มีแหล่งที่มาของราคากลางอ้างอิงเป็นราคาต่ำสุดของราคาผู้ประกอบการและสืบราคาจากท้องตลาดจำนวน 5 ราย ได้แก่

1. บริษัท เอสเอ็มเอช เรล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
2.บริษัท แกรนด์ไลน์ อินโนเวชั่น จำกัด
3. บริษัท โชคนำชัยอะไหล่ยนต์ จำกัด
4. บริษัท เอเซียเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส (ไทยแลนด์) จำกัด
5 บริษัท เวสท์โคสท์ เอ็นจิเนียริ่งจำกัด
สำหรับคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ ได้แก่

1.มีความสามารถตามกฎหมาย
2. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
3. ไม่อยู่ระหว่างเลิกกิจการ

4. ไม่เป็นบุคลซึ่งอยู่ระหว่างถูกระงับการยื่นข้อเสนอหรือทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐไว้ชั่วคราวเนื่องจากเป็นผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดตามที่ประกาศเผยแพร์ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง

5.ไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกระบุชื่อไว้ในบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานและได้แจ้งเวียนชื่อให้เป็นผู้ทิ้งงานของหน่วยงานของรัฐในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลที่ผู้ทิ้งงานผู้จัดการ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหาร ผู้มีอำนาจในการดำเนินงานในกิจการของนิติบุคคลนั้นด้วย

6.มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

7. เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลผู้มีอาชีพขายพัสดุที่ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าว

8.ไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันกับผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นที่เข้ายื่นข้อเสนอให้แก่ รฟท. ณ วันประกาศประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือไม่เป็นผู้กระทำการอันเป็นการขัดขวางการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ในการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้

9. ไม่เป็นผู้ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกัน ซึ่งอาจปฏิเสธไม่ยอมขึ้นศาลไทย เว้นแต่รัฐบาลของผู้ยื่นข้อเสนอได้มีคำสั่งให้สละเอกสิทธิ์และความคุ้มกัมกันเช่นว่านั้น


นอกจากนี้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องเป็นผู้ผลิตรถ โบกี้บรรทุกตู้สินค้าหรือต้องได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจากโรงงานผู้ผลิตฯ ให้เป็นผู้ยื่นข้อเสนอ

โดยผู้ผลิตรถ หมายถึง โรงงานผู้ผลิตรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า ที่มีประวัติผลงานการจำหน่ายรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า หรือโรงงานภายในประเทศที่มีสัญญาความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับโรงงานผู้ผลิตรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้าที่มีประวัติจำหน่ายรถฯ
-โรงงานผู้ผลิตรถ บทต.จะต้องมีประวัติผลงานการจำหน่ายรถ บทต.ย้อนหลังได้ไม่น้อยกว่า 5 ปีและจะต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 500 คัน (กรณีโรงงานภายในประเทศที่มีสัญญาความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับโรงงานผู้ผลิตรถ บทต.ที่มีประวัติผลงานการจำหน่ายรถ บทต.สามารถอ้างอิงประวัติผลงานการจำหน่ายรถ บทต.ของโรงงานผู้ผลิตรถ บทต.คู่สัญญาได้)

-ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องมีสถานที่ประกอบรถ บทต.ภายในประเทศซึ่งต้องไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติงานของการรถไฟฯ ที่มีความพร้อม โดยจะต้องมีพื้นที่รวมกันไม่ต่ำกว่า 5,000 ตารางเมตร รวมทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ในการซ่อมและบุคลากรของผู้รับจ้างเอง โดยจะต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการที่เกี่ยวข้อง

กำหนดเวลาส่งมอบพัสดุ ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องเสนอกำหนดเวลาดำเนินการส่งมอบรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า แล้วเสร็จภายใน 2,005 วัน โดยแบ่งออกเป็นงวดๆ จำนวน 5 งวด ส่งมอบบนราง ณ.ย่านสถานีใกล้เคียงกับโรงงานของผู้ยื่นข้อเสนอที่ รฟท.จัดเตรียมไว้ให้ ดังนี้

งวดที่ 1ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องส่งมอบรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 154 คัน ภายในระยะเวลา 545 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญาซื้อขาย
งวดที่ 2 ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องส่งมอบรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 165 คัน ภายในระยะเวลา 910 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญาซื้อขาย
งวดที่ 3 ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องส่งมอบรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 198 คัน ภายในระยะเวลา 1,275 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญาซื้อขาย
งวดที่ 4 ผู้อื่นข้อเสนอจะต้องส่งมอบรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 264 คัน ภายในระยะเวลา 1,640 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญาซื้อขาย
งวดที่ 5 ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องส่งมอบรถโบกี้บรรทุกตู้สินค้า จำนวน 165 คัน ภายใน 2,005 วัน นับถัดจากวันที่ลงนามในสัญญาซื้อขาย

รฟท.กำหนด การพิจารณาผู้ชนะการยื่นข้อเสนอ หลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินคัดเลือกผู้ชนะ จากผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและรายละเอียดทางด้านเทคนิค ใช้เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์ สัดส่วนคะแนนราคาและเกณฑ์ประกอบอื่นโดยใช้เกณฑ์ราคา 40 คะแนน เกณฑ์ประกอบอื่น 60 คะแนน (มาตรฐานของผู้ผลิต กำหนด 20 คะแนน ข้อเสนอด้านเทคนิค กำหนด 30 คะแนน ชิ้นส่วนภายในประเทศ กำหนด 10 คะแนน)


จากผลการดำเนินงานของการรถไฟฯ ในปีงบประมาณ 2568 มีปริมาณการขนส่งสินค้าเท่ากับ 12.92 ล้านตัน และมีรายได้จากการขนส่งสินค้า 1,955 ล้านบาท ปัจจุบันการรถไฟมีรถบรรทุกตู้สินค้า หักหลังหักซ่อมบำรุงรักษา จำนวน 1,040 คัน แต่ความต้องการใช้งานมากกว่า 1,163 คันทำให้รถบางคันไม่สามารถนำเข้าไปซ่อมบำรุงได้ตามวาระ ส่งผลกระทบต่อสภาพรถที่ชำรุดทรุดโทรมค่อนข้างรวดเร็ว จากการใช้งานอย่างหนัก จึงจำเป็นต้องจัดหา เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าวและเป็นการรองรับการขยายตัวของการขนส่งสินค้า หากการรถไฟฯไม่ดำเนินการจัดหาแคร่สินค้าเพิ่มจะไม่สามารถรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าได้มากกว่าในปัจจุบัน

 โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าได้ประมาณปีละกว่า 9 ล้านตันและมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 2,788.500 ล้านบาท

การรถไฟฯ มีแผนจัดหารถดังกล่าว โดยจะนำไปใช้ในเส้นทางสำคัญทั่วประเทศได้แก่
1. เส้นทางระหว่าง ICD ลาดกระบัง-ท่าเรือแหลมฉบั งจำนวน 154 คัน
2. เส้นทางระหว่างหนองคาย- ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 396 คัน
3. เส้นทางระหว่างอรัญประเทศ- ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 33 คัน
4. เส้นทางระหว่างเชียงของ-ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 99 คัน
5. เส้นทางระหว่างนครพนม-ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 99 คัน
6. เส้นทางระหว่างชุมทางหาดใหญ่-ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 99 คัน
และ 7. เส้นทางระหว่างอุบลราชธานี – ท่าเรือแหลมฉบัง จำนวน 66 คัน