ผู้จัดการออนไลน์ - ปิดดีลยักษ์ 1.3 หมื่นล้าน ของ“ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ที่เข้าซื้อซูเปอร์มาร์เก็ตในมาเลเซีย เมื่อ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา เจาะลึกลงไปจริงๆ ดีลนี้ CPAXT กำลังซื้ออะไร ทำไมต้องซื้อ ซื้อแล้วจะสร้างมูลค่าต่ออย่างไร กับแผนต่อจิ๊กซอว์สู่บัลลังถ์ค้าปลีกแห่งASEAN แบบไร้คู่แข่ง เพราะเกมจริงเพิ่งจะเริ่มต้น ที่ หลังซื้อแล้ว CPAXT ทำให้ 50 สาขานี้มีค่ามากกว่าเดิมได้อย่างไร?
ดีลใหญ่ของ “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” หรือ CPAXT ในมาเลเซียปิดฉากลงแล้ว หลัง Lotus’s Stores (Malaysia) Sdn. Bhd. เข้าซื้อหุ้น The Food Purveyor Sdn. Bhd. หรือ TFP ครบ 100% มูลค่า 1,600 ล้านริงกิต หรือประมาณ 13,500 ล้านบาท และปิดธุรกรรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ทำให้ CPAXT ได้เครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าพรีเมียม 50 สาขา ภายใต้ 5 แบรนด์ ได้แก่ Village Grocer, B.I.G., The Food Merchant, BSC Fine Foods และ OTK เมื่อรวมกับ Lotus’s Malaysia เดิมราว 70 สาขา เครือข่ายในมาเลเซียจึงเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 120 สาขา
แต่สิ่งที่ CPAXT ซื้อไม่ได้มีเพียงจำนวนร้าน หากเป็นการซื้อทั้ง ทำเลในเมือง ฐานลูกค้ากำลังซื้อสูง แบรนด์พรีเมียม Product Mix ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ และความเชี่ยวชาญด้านสินค้าอาหารระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ต้องใช้เวลาในการสร้าง หากเลือกขยายด้วยตัวเอง ดังนั้นราคาดีลเฉลี่ยประมาณ 32 ล้านริงกิต หรือราว 270 ล้านบาทต่อสาขา จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ราคาซื้อร้าน” แต่เป็นราคาของแพลตฟอร์ม Premium Grocery ที่มีทั้งแบรนด์ ทำเล และฐานลูกค้าพร้อมใช้งาน
จาก Mass สู่ Premium เกมใหม่ของ CPAXT
การเข้าซื้อ TFP เกิดขึ้นบนฐานธุรกิจที่ CPAXT มีอยู่แล้วในมาเลเซีย โดย Lotus’s มีความแข็งแรงในตลาดค้าปลีกวงกว้าง ขณะที่ Makro เป็นฐานค้าส่งและ B2B รวมถึงลูกค้ากลุ่ม HoReCa เมื่อ TFP เข้ามาเติมส่วน Premium Grocery โครงสร้างจึงครอบคลุมลูกค้าหลายระดับมากขึ้น ตั้งแต่ 1. Makro จับกลุ่ม B2B/Wholesale/HoReCa 2. Lotus’s จับกลุ่ม Mass Retail/ครัวเรือน และ 3. Village Grocer, B.I.G. และ The Food Merchant จับกลุ่ม Premium Grocery/กลุ่มกำลังซื้อสูง
ทำให้ CPAXT สามารถต่อยอดธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก อาหารสด ฟู้ดเซอร์วิส และออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อเข้าสู่ตลาดพรีเมียม เพราะ TFP มีแบรนด์และฐานลูกค้าอยู่แล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ดีลนี้มีความหมายมากกว่าการเพิ่มสาขา เพราะ CPAXT กำลังซื้อ “Positioning” ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุนสูงหากสร้างขึ้นเอง
1.3 หมื่นล้าน ต้องสร้างมูลค่าอย่างไร?
หลังดีลปิด คำถามสำคัญคือ ซื้อแล้วจะทำเงินอย่างไร? เพราะการซื้อกิจการมูลค่า 13,500 ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นทันที ผลตอบแทนของดีลจะขึ้นอยู่กับทั้งผลประกอบการของ TFP และความสามารถของ CPAXT ในการสร้าง Synergy จากแพลตฟอร์มเดิม โดยบริษัทมองโอกาสสำคัญไว้ตั้งแต่ Procurement ที่สามารถรวมปริมาณการจัดซื้อเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์, Supply Chain ที่ใช้โครงสร้างกระจายสินค้าร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและความซ้ำซ้อน, Private Label ที่สามารถนำความเชี่ยวชาญด้านสินค้าแบรนด์ของ CPAXT เข้าไปเพิ่มทางเลือกในร้าน, Omnichannel ที่เชื่อมร้านค้าพรีเมียมเข้ากับช่องทางออนไลน์ และ Cross-selling ที่เปิดโอกาสให้ฐานลูกค้าจากธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก ฟู้ดเซอร์วิส และออนไลน์เชื่อมต่อกันมากขึ้น
โดยในปี 2568 ยอดขายออนไลน์ผ่าน Makro PRO และ Lotus’s Smart App เติบโต 27.4% YoY และในครึ่งแรกปี 2569 ยอดขายออนไลน์ยังเติบโตมากกว่า 29% ดังนั้นสิ่งที่ตลาดต้องจับตาหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงยอดขายที่เพิ่มขึ้นจาก 50 สาขา แต่คือ รายได้ต่อสาขา Gross Margin กำไรของ TFP ต้นทุนการรวมกิจการ และ Synergy ที่เกิดขึ้นจริง
Premium Grocery มาเลเซีย จากศึกซูเปอร์มาร์เก็ตสู่ศึก Ecosystem
ดีล TFP เกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขัน Grocery ของมาเลเซียกำลังเปลี่ยนรูปแบบ จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยจำนวนสาขา ราคา และทำเล ไปสู่การแข่งขันด้วย Retail, Data, Loyalty, Delivery, E-commerce และ Foodservice มากขึ้น โดย Jaya Grocer ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดพรีเมียมมาเลเซียมี Grab เข้ามาถือหุ้นใหญ่ ทำให้ธุรกิจค้าปลีกอาหารเชื่อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการจัดส่ง ขณะที่ CPAXT เข้ามาด้วยจุดแข็งอีกแบบ คือการมีทั้ง Makro, Lotus’s, Supply Chain, Foodservice และแพลตฟอร์มออนไลน์อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน
ดังนั้นการแข่งขันในระยะต่อไปจึงอาจไม่ได้วัดกันว่าใครมีซูเปอร์มาร์เก็ตมากที่สุด แต่เป็นว่า ใครสามารถสร้างมูลค่าจากลูกค้าหนึ่งคนได้มากที่สุด และนี่ทำให้การได้ฐานลูกค้าพรีเมียมผ่าน TFP มีความสำคัญ เพราะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าอาหารคุณภาพสูง สินค้านำเข้า และสินค้าเฉพาะทางในมูลค่าต่อบิลที่สูงขึ้น
ใช้ฐานมาเลเซีย ต่อยอด ASEAN
เหตุผลที่ CPAXT เลือกซื้อ TFP ในมาเลเซียยังเชื่อมกับยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจใน ASEAN เพราะบริษัทมี Lotus’s Malaysia อยู่ก่อนแล้ว จึงสามารถใช้โครงสร้างเดิมรองรับธุรกิจใหม่ได้ทันที แตกต่างจากการเข้าไปเปิดตลาดใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน CPAXT ยังขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ผ่านความร่วมมือกับ Ayala สะท้อนรูปแบบการเติบโตที่แบ่งบทบาทชัดเจนขึ้น โดย 1. ไทยเป็นฐานธุรกิจขนาดใหญ่ที่เน้นเพิ่ม Productivity และขยายรูปแบบร้าน 2. มาเลเซียเป็นตลาดที่ใช้ฐาน Lotus’s เดิมต่อยอด Scale และ Premium Segment และ 3. ฟิลิปปินส์เป็นตลาดสำหรับสร้างการเติบโตใหม่ผ่านพันธมิตร ดังนั้น TFP จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนเฉพาะประเทศ แต่เป็นอีกชิ้นส่วนของการสร้างเครือข่ายค้าปลีกระดับภูมิภาค
แม้ CPAXT จะเดินเกมรุกในมาเลเซีย แต่ประเทศไทยยังเป็นฐานรายได้หลัก โดยปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 520,706 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 9,356 ล้านบาท ส่วนครึ่งแรกปี 2569 มีรายได้ 268,334 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% YoY และมีกำไรสุทธิ 4,668 ล้านบาท ขณะที่ในไทยบริษัทเดินหน้าขยายและปรับปรุงเครือข่ายเดิม โดยครึ่งแรกปี 2569 เปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เพิ่ม 2 แห่งในไทย และ Lotus’s Go Fresh อีกจำนวนมาก พร้อมเดินหน้าแนวคิด Happy & Healthy Mall เพื่อเพิ่ม Productivity ของพื้นที่เดิม ขณะที่แผนปี 2569 บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาประมาณ 110 แห่ง รวมทั้งสาขาขนาดใหญ่และสาขาขนาดเล็ก
ทำให้ภาพรวมไม่ได้เป็นการเลือกว่าจะ “โตในไทยหรือโตต่างประเทศ” แต่เป็นการใช้แต่ละตลาดสร้างเครื่องยนต์คนละแบบ โดยไทยสร้างฐานรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายเดิม ขณะที่มาเลเซียและตลาด ASEAN เพิ่มพื้นที่สำหรับการเติบโตในอนาคต
จาก 50 สาขา สู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น
ท้ายที่สุด เงิน 13,500 ล้านบาท ที่ CPAXT จ่ายให้กับ TFP จึงควรถูกมองว่าเป็นการเดิมพันกับสิ่งที่ใหญ่กว่า 50 ซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะที่ฐานธุรกิจในไทยยังเดินหน้าสร้างรายได้และเพิ่ม Productivity ต่อเนื่อง ดังนั้นตัวชี้วัดความสำเร็จของดีลนี้จึงไม่ใช่การนับว่า CPAXT มีสาขาเพิ่มเป็น 120 แห่งในมาเลเซียเท่านั้น แต่คือการพิสูจน์ว่า 50 สาขาที่ซื้อมา สามารถสร้างรายได้ต่อสาขา Margin และกำไรเพิ่มขึ้นได้มากเพียงใด และ Synergy ที่คาดหวังสามารถเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หากทำได้ เงิน 13,500 ล้านบาทจะกลายเป็นทางลัดที่พา CPAXT จากผู้เล่นค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่ของไทย เข้าสู่ตลาดลูกค้าพรีเมียมมาเลเซียและต่อยอดเป็น Regional Retail Platform ได้ แต่หากทำไม่ได้ ดีลก็จะเหลือเพียงการเพิ่มสินทรัพย์และต้นทุนให้กับบริษัท
ปิดดีลแล้วไม่ได้หมายความว่าเกมนี้จบแล้ว เพราะเกมจริงเพิ่งจะเริ่มต้น ที่ หลังซื้อแล้ว CPAXT ทำให้ 50 สาขานี้มีค่ามากกว่าเดิมได้อย่างไร?


