พพ.ผนึก 7 องค์กร เกษตร–สิ่งแวดล้อม วางกรอบ 5 ปี ดึงเทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน เพื่อยกระดับภาคเกษตรครบวงจร เดินหน้าลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลและระบบ MRV รองรับการลดก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมาย Net Zero พพ.แย้มของบ1.5พันล้านจากวงเงินกู้2แสนล้านบาทเพื่อส่งเสริมการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จำนวน 5หมื่นคัน
นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และพลังงานทดแทนในภาคเกษตร ร่วมกับ 7 หน่วยงาน ด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 6 หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) หรือกรมโลกร้อน เพื่อวางกรอบการทำงานร่วมกัน 5 ปี เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในภาคเกษตร
นางสาวนันธิกา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ มุ่งหวังยกระดับภาคเกษตรไปสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งภาคเกษตรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่สูง ดังนั้น พพ.จะนำองค์ความรู้ด้านพลังงานไปใช้ในกระบวนการผลิตทางการเกษตรมากขึ้น ตั้งแต่การวิเคราะห์การใช้พลังงาน การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับพื้นที่ ตลอดจนการนำพลังงานทดแทนมาใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
พพ.จะเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่การให้ข้อมูลและสาธิตเทคโนโลยี ให้คำปรึกษา ตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานของกลุ่มเป้าหมาย ก่อนเลือกใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสม พร้อมส่งเสริมการใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรประสิทธิภาพสูง อุปกรณ์ที่มีฉลากแสดงประสิทธิภาพด้านพลังงาน
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จะสนับสนุนข้อมูลสถิติ ดัชนีเศรษฐกิจ ผลการศึกษาและการวิเคราะห์เพื่อใช้วางแผนและประเมินผลมาตรการด้านพลังงาน ขณะที่กรมวิชาการเกษตรจะเชื่อมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพืชเข้ากับเทคโนโลยีพลังงาน ที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตร จะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและขยายผลเทคโนโลยีไปยังกลุ่มเกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรและวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ
ส่วนกรมปศุสัตว์ จะเน้นการจัดการฟาร์มและการนำของเสียจากสัตว์มาใช้ประโยชน์ เช่น ผลิตก๊าซชีวภาพ ส่วนกรมประมงจะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านกรมการข้าว จะนำข้อมูล และงานวิจัยด้านการผลิตข้าว มาเชื่อมกับพลังงานทดแทน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และส่งเสริมการทำนา ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“การใช้พลังงานในภาคเกษตรมีบริบทแตกต่างกัน ทั้งพืช ข้าว ปศุสัตว์ และประมง จึงต้องนำความเชี่ยวชาญ ของแต่ละหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน เพื่อวางแนวทางและเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับกิจกรรมและพื้นที่ ไม่ใช่ใช้รูปแบบเดียวกับทุกภาคการผลิต โดยแต่ละหน่วยงานจะร่วมกันพิจารณาคัดเลือกพืชเศรษฐกิจ พืชสวน พืชไร่ ข้าว รวมทั้งส่วนพื้นที่เพาะปลูก พื้นที่การทำปศุสัตว์ และสถานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีศักยภาพในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน” นางสาวนันธิกา กล่าว
นางสาวนันธิกา กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งของ ความร่วมมือระหว่าง พพ. กับ สส. หรือกรมโลกร้อนจะร่วมกัน เชื่อมการใช้พลังงานที่มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดย สส.จะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านนโยบาย แผน และมาตรการภายใต้ NDC รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลกิจกรรมเพื่อประเมินการปล่อยและการลดก๊าซเรือนกระจก ประเด็นสำคัญคือการพัฒนาระบบ Measurement, Reporting and Verification (MRV) หรือการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบข้อมูล เพื่อให้ภาคเกษตรมีข้อมูลที่ใช้ประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกได้ และนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อผลักดันให้ภาคเกษตรต้องเดินหน้าสองด้านไปพร้อมกัน คือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทน จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเห็นผล
สำหรับวงเงินกู้ 2แสนล้านบาทที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการติดโซลาร์รูฟท็อป 1ล้านหลังคา ขณะที่พพ.ได้เสนอของบประมาณไว้ 1,530บ้านบาทเพื่อส่งเสริมการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจำนวน 5หมื่นคัน โดยจะให้การอุดหนุนคันละไม่เกิน 3หมื่นบาท เนื่องจากรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีราคาแพงกว่ารถมอเตอร์ไซค์น้ำมัน ซึ่งพพ.ได้มีการเจรจากับผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าบ้างแล้ว รวมทั้งหารือกับการไฟฟ้าในการส่งเสริมสถานีชาร์จรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบบฟาสต์ชาร์จด้วย


