ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่าท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้ออยู่ในปัจจุบัน
ปตท. มี 2 บทบาท คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ขณะเดียวกันต้องดูแลผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่ง ปตท. ผ่านบทพิสูจน์ที่สำคัญ โดยในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ บริหารจัดการธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เตรียมสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ไม่พึ่งพิงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง การมีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจครอบคลุมทั่วโลก ทำให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่นและมีความยืดหยุ่น สามารถรองรับน้ำมันจากหลากหลายแหล่ง
สำหรับผลการดำเนินของ ปตท. ยังคงยึดมั่นในภารกิจสำคัญ 2 ด้าน คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ต้องสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้แก่ผู้ถือหุ้น
ตลอดช่วงที่ผ่านมา ปตท. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งการกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก การเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องทางการเงิน และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดโลกและรักษาความต่อเนื่องในการจัดหาพลังงานให้แก่ประเทศ
สำหรับผลจากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้
ดร.คงกระพัน กล่าวว่า ปตท. ยังคงเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางธุรกิจ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ธุรกิจสำรวจและผลิตยังคงเร่งเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ได้ใช้เครือข่ายการค้าระหว่างประเทศและพันธมิตรทั่วโลกในการกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงด้านพลังงานของประเทศ
ปัจจุบัน ปตท. ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio เป็น 3.7 ล้านตันภายในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 โดยมองว่าก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานหลักในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้าของประเทศ
นอกจากนี้ ไทยยังได้รับโอกาสสำคัญในการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายนนี้ โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงานและภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับบทบาทของไทยบนเวทีพลังงานโลก และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายพลังงานกับนานาชาติ
ด้านการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน ปตท. เดินหน้าพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ในแหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ บริเวณอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571 ควบคู่กับการผลักดันโครงการ I-SPARK เพื่อเตรียมความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ขณะเดียวกัน กลุ่ม ปตท. ยังเร่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในองค์กร ผ่านโครงการ MissionX และ AXIS ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุน จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่มได้กว่า 8,700 ล้านบาท
นอกจากการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังมีส่วนสำคัญในการช่วยลดภาระค่าพลังงานของประชาชน ผ่านการสนับสนุนมาตรการภาครัฐรวมมูลค่าประมาณ 17,500 ล้านบาท โดยเป็นสัดส่วนของ ปตท. มากกว่า 8,500 ล้านบาท
ในส่วนของความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้ ปตท. ยังคงครองอันดับ 1 ของประเทศไทย และอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการจัดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนความแข็งแกร่งขององค์กรในระดับสากล
อย่างไรก็ตามความสำคัญของปีนี้ คือ การครบรอบ 30 ปีของโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานภาคใต้มาอย่างยาวนาน ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมมีบทบาทในการรองรับและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ก่อนส่งต่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม ช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคใต้
ภายใต้บริบทที่ความต้องการใช้พลังงานของประเทศยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมจึงไม่ได้เป็นเพียงโรงงานอุตสาหกรรมด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคใต้
ทั้งนี้ในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ยืนยันเดินหน้าธุรกิจตามแนวทาง Energy Trilemma ที่ให้ความสำคัญกับ 3 มิติหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว


