ผู้จัดการออนไลน์ - ล้วงลึก “พี่หน่วง” จากนักแสดงสู่พิธีกรข่าวสุดกวน วันนี้ขึ้นแท่นเจ้าพ่อพรีเซนเตอร์ที่แบรนด์แห่กันใช้ คาดรับค่าตัวไม่ต่ำกว่า 80 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ “อาณาจักรโหนกระแส” โหนเรตติ้งยาว ๆ กวาดรายได้ร่วม 150 ล้านบาทต่อปี อะไรคือสูตรซัคเซสที่ทำให้ “หนุ่ม กรรชัย” กลายเป็นพลังทางการตลาดที่เหล่าแบรนด์สินค้าต้องการ สู่การถอดรหัส Celebrity Marketing เปลี่ยนจากการซื้อ “ความดัง” เป็นการซื้อ “ความน่าเชื่อถือ”
ชื่อของ “หนุ่ม กรรชัย” เป็นที่รู้จักกันดีของเด็กยุค 90 ไม่ว่าจะในฐานะดารานักแสดงฝีมือจัดจ้าน และในฐานะดาราชายที่มีข่าวคราวเรื่องความรักจนเป็นข่าวโด่งดังข้ามเวลา แต่วันนี้ภาพจำของทุกคนกลับมองพี่หนุ่มเป็นเพียงพิธีกรรายการข่าว “โหนกระแส” ด้วยคาแรกเตอร์ที่หลุดออกจากกรอบพิธีกรข่าวที่เราที่คุ้นชิน มีความกวน มีลูกล่อลูกชน มีความตลกขบขัน ด้วยสายตาและรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่เหมือนรู้ทันแขกรับเชิญ และ อุ้ย! เสียงอุทานติดปาก ที่เหมือนตกใจแต่คิดอีกทีก็เหมือนคำด่า ล้วนเป็นอรรรสที่ผู้ชมได้จากรายการ ความกลมกล่อมของรายการและบทบาทพิธีกร ชื่อของ “พี่หน่วง”กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้ชมจำนวนมาก
วันนี้ชื่อของ “หนุ่ม กรรชัย” จึงถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างจาก Celebrity ทั่วไป นั่นคือการเป็นบุคคลที่ผู้บริโภคจำนวนมากรู้สึกว่า “เชื่อได้” เมื่อคุณสมบัตินี้ถูกนำมาใช้ในโลกการตลาด สิ่งที่แบรนด์ไม่ได้ซื้อมีเพียง “หน้าดารา” แต่รวมถึง Trust หรือความน่าเชื่อถือที่สามารถส่งต่อไปยังสินค้าและบริการได้
สิ่งที่น่าสนใจคือแบรนด์ที่เลือก “พี่หน่วง” มีความหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่ในหมวดสินค้าเดียวกัน และบางแบรนด์เคยใช้ดาราวัยรุ่นชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์มาก่อน แต่วันนี้กลับเลือก “หนุ่ม กรรชัย” มาเป็นตัวแทนในการสื่อสารกับผู้บริโภค
ล่าสุด “ผู้จัดการออนไลน์” รวบรวมข้อมูลได้ว่า ในปี 2569 นี้ “พี่หน่วง” มีงานพรีเซนเตอร์ไป 5 ตัว คือ
1. ยาสีฟัน SALZ
เป็นหนึ่งในงานที่มีความต่อเนื่องยาวนาน โดย “หนุ่ม กรรชัย” เป็นพรีเซนเตอร์มาตั้งแต่ปี 2564 และยังมีบทบาทในแคมเปญปี 2569 “SALZ พร้อมบวก” ร่วมกับ “ก้อย–อรัชพร”
2. เครื่องดื่มรังนก Bell
“พี่หนุ่ม” ถูกเลือกเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสื่อสารเรื่องสุขภาพและขยายฐานผู้บริโภค และยังมีการใช้งานต่อเนื่องในปี 2569
3. น้ำมันเครื่อง PULZAR
เป็นงานพรีเซนเตอร์ล่าสุดในปีนี้ โดยเปิดตัว “หนุ่ม กรรชัย” ร่วมกับ “ลำไย ไหทองคำ” ภายใต้การรีแบรนด์ครั้งใหญ่ ซึ่งใช้งบการตลาดกว่า 150 ล้านบาท
4. ดัชมิลล์
แต่งตั้ง “พี่หนุ่ม” เป็นพรีเซนเตอร์องค์กรคนแรก และล่าสุดเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ยังพ่วงบทบาทพรีเซนเตอร์ในแคมเปญ “ตรวจตราให้มั่นใจ ด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องหมายทางเลือกสุขภาพจากดัชมิลล์” เพื่อสื่อสารเรื่อง “ตราทางเลือกสุขภาพ” ให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง
5.NESCAFÉ
“หนุ่ม กรรชัย” ยังคงมีบทบาทกับแบรนด์ NESCAFÉ กระป๋อง ล่าสุดยังมีคอนเทนต์และหนังโฆษณาออกมาคู่กับ “นนท์ ธนนท์” สะท้อนว่าความร่วมมือกับแบรนด์ยังคงเดินหน้าต่อในปีนี้
นอกจากนี้ ยังพบว่า “พี่หนุ่ม” มีความร่วมมือกับอีก 2 แบรนด์ ได้แก่ LYO ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ และ HONE ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมีบทบาททั้งในฐานะพรีเซนเตอร์และพาร์ตเนอร์ในการร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนแบรนด์ ทั้งสองแบรนด์อยู่ภายใต้บริษัท 88 (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ 88TH ซึ่ง “หนุ่ม กรรชัย” ถือหุ้นจำนวน 1.9 ล้านหุ้น หรือ 0.89% ของบริษัท ขณะที่ 88TH มีแบรนด์หลักในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ได้แก่ LYO, HONE และ ver.88 ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ สกินแคร์ ไปจนถึงเครื่องสำอาง
จะเห็นได้ว่าจุดแข็งของ “พี่หน่วง” อาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นดาราที่มีภาพลักษณ์หล่อหรือขายความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างสถานะใหม่ให้ตัวเองในฐานะ “คนที่ผู้บริโภครู้สึกว่าเชื่อได้” เมื่อคุณสมบัตินี้ถูกนำมาใช้ในโลกการตลาด แบรนด์จึงไม่ได้ซื้อเพียง “หน้าดารา” แต่กำลังซื้อ Trust หรือความน่าเชื่อถือ และนำคุณค่านี้ไปเชื่อมโยงกับสินค้า
นี่คือสิ่งที่ทำให้มูลค่าของ “หนุ่ม กรรชัย” แตกต่างจากการจ้าง Celebrity Presenter ทั่วไป เพราะแบรนด์สามารถนำความน่าเชื่อถือของเขามาใช้ประกอบการสื่อสารกับผู้บริโภคได้ นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ “พรีเซนเตอร์มีงานเยอะ” แต่สะท้อนปรากฏการณ์ Celebrity Marketing รูปแบบใหม่ ที่แบรนด์ไม่ได้เลือกคนดังจากจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่เลือกจาก “ความหมาย” ที่บุคคลนั้นสามารถถ่ายโอนมายังแบรนด์ได้
แน่นอนว่าคำถามต่อไปคือ แล้วค่าตัวล่ะ? อย่างไรก็ตาม ในแต่ละงานที่ “พี่หนุ่ม” รับเป็นพรีเซนเตอร์ ไม่มีการเปิดเผยค่าตัวออกมาอย่างเป็นทางการ แต่หากเทียบกับเรตตลาด Celebrity Presenter ระดับท็อปของไทย และพิจารณาจากชื่อเสียง ขอบเขตการใช้งาน รวมถึงสิทธิ์ในการใช้ภาพ เสียง TVC Online Event และ Exclusivity แล้ว มูลค่าต่อสัญญาสามารถประเมินได้ในระดับ 8-15 ล้านบาทต่อแบรนด์ และหากเป็นแพ็กเกจใหญ่ที่ครอบคลุมหลายช่องทางและระยะเวลานาน อาจขยับไปถึง 12-20 ล้านบาทต่อสัญญา
ดังนั้นหากประเมินเฉพาะ 5 แบรนด์นี้ มูลค่างานพรีเซนเตอร์ของ “พี่หนุ่ม” คร่าวๆ น่าจะประมาณ 40-60 ล้านบาทต่อปี และอาจสูงถึง 80-100 ล้านบาทขึ้นไป หากรวมสิทธิ์ใช้งานและเงื่อนไขทางการตลาดที่กว้างขึ้น
เมื่อเจาะลึกลงไปอีกขั้น จะพบว่าวันนี้แบรนด์หรือสินค้าเลือก “พี่หนุ่ม” เป็นพรีเซนเตอร์ ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการสร้างการจดจำ แต่เพราะช่วยส่งต่อความน่าเชื่อถือและตัวตนของแบรนด์ไปยังผู้บริโภคได้ หรือในเชิงการตลาดเรียกว่า Brand-building personality บุคคลที่ช่วยสร้างการรับรู้ สร้างความเชื่อมั่น และทำให้แบรนด์มีตัวตนที่ชัดเจน
ความน่าเชื่อถือของ “พี่หนุ่ม” ต้องมองย้อนกลับไปบนเส้นทางของ “หนุ่ม กรรชัย” ผ่านงานสื่อและภาพจำที่แข็งแกร่งจากรายการ “โหนกระแส”
โดยภายใต้ “อาณาจักรโหนกระแส” คือ บริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2553 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ประกอบธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ ซึ่งข้อมูลธุรกิจระบุว่า “ภูดิท กำเนิดพลอย” หรือหนุ่ม กรรชัย เป็นกรรมการบริษัท ขณะที่ “โหนกระแส” ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ทางช่อง 3 SD และย้ายมาออกอากาศทางช่อง 3 HD ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน
ช่วงแรก “โหนกระแส” มีเรตติ้งเพียง 0.1-0.3 และมีภาระขาดทุนสะสมหลักสิบล้านบาท ก่อนที่ “พี่หนุ่ม” จะเข้ามาบริหารพื้นที่โฆษณาและขาย Commercial Inventory ด้วยตัวเอง เมื่อฐานผู้ชมขยายขึ้น รูปแบบธุรกิจก็เปลี่ยนจาก “รายการที่ต้องขายโฆษณา” เป็น “รายการที่แบรนด์ต้องการเข้ามาอยู่ด้วย”
รายการ “โหนกระแส” จึงไม่ได้เป็นเพียงรายการข่าว แต่กลายเป็น Content Brand ที่แข็งแรง และทำให้ประเด็นหนึ่งสามารถเดินทางต่อจากหน้าจอทีวีไปยัง YouTube, Facebook, TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่น ๆ ได้
ทั้งนี้วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พบว่า “โหนกระแส” มีเรตติ้งในกลุ่มผู้ชมอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศอยู่ที่ 1.075 สูงกว่ารายการ Hard Talk ที่ถูกนำมาเปรียบเทียบในชุดเดียวกัน เช่น “มีเรื่องต้องคุย” 0.928, “ยิ่งคุยยิ่งลึก” 0.753, “เรื่องใหญ่รายวัน” 0.354 และ “ถกไม่เถียง” 0.209
และในวันที่ 9 มิถุนายน 2569 มีข้อมูลระบุว่า “โหนกระแส” มีเรตติ้งอยู่ที่ 1.627 เทียบกับ “มีเรื่องต้องคุย” 0.885 และ “ถกไม่เถียง” 0.396 ตัวเลขเรตติ้งเหล่านี้มีผลต่อราคาสปอตโฆษณา ซึ่งทาง MI เคยให้ข้อมูลไว้ว่า เรตราคาโฆษณาของรายการ “โหนกระแส” อยู่ที่ประมาณ 150,000 บาทต่อนาที นอกจากนี้ในรายการยังมีรายได้จาก Sponsorship, Product Placement, Tie-in และ Content Integration โดยราคาจริงขึ้นอยู่กับแพ็กเกจและเงื่อนไขของแต่ละดีล
และจากกระแสนิยมของรายการ ยังสะท้อนถึงผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลประกอบการของ บริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ตลอด 5 ปี (2564-2568) พบว่า
1. ปี 2564 มีรายได้ 86.13 ล้านบาท
2. ปี 2565 มีรายได้ 99.77 ล้านบาท
3. ปี 2566 มีรายได้ 125.91 ล้านบาท
4. ปี 2567 มีรายได้ 129.01 ล้านบาท
5. ปี 2568 มีรายได้ 148.60 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 59.45 ล้านบาท
เมื่อเทียบรายได้จาก 86 ล้านบาทในปี 2564 กับ 148.60 ล้านบาทในปี 2568 เท่ากับรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 72% ภายใน 5 ปี
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “โหนกระแส” ยังคงอยู่ในกลุ่มหัวแถวของตลาด Hard Talk และมีความสามารถในการเปลี่ยนข่าวให้กลายเป็น Conversation ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญต่อการสร้าง Attention ในยุคที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะหน้าจอโทรทัศน์
ดังนั้นจุดแข็งของ “โหนกระแส” จึงไม่ใช่เพียงจำนวนสปอตโฆษณา แต่คือความสามารถในการเปลี่ยน Attention ให้กลายเป็น Commercial Inventory ได้หลายรูปแบบ เมื่อมองทั้งมูลค่างานพรีเซนเตอร์ที่ประเมินจากเรตตลาด และรายได้ของธุรกิจคอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับ “โหนกระแส” จะเห็นว่ามูลค่าทางธุรกิจที่อยู่รอบ Personal Brand ของ “หนุ่ม กรรชัย” มีขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสแตะระดับ 200 ล้านบาทต่อปี
เมื่อพิจารณาจากหลายช่องทางรวมกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “หนุ่ม กรรชัย” กำลังเปลี่ยนสถานะจาก Celebrity Presenter ไปสู่การเป็น Marketing Asset และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายแบรนด์ต่างหมวดสามารถใช้คนคนเดียวกันได้ โดยสิ่งที่แบรนด์ต้องการจาก “พี่หน่วง” ไม่ใช่เพียงหน้าตา แต่คือพลังของชื่อ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการทำให้คนหยุดดูและหยุดฟัง ในวันที่ผู้บริโภคมีโฆษณาให้เลือกผ่านตาเป็นจำนวนมาก การมีคนที่ผู้บริโภค “เห็นแล้วหยุดฟัง” อาจมีค่ามากกว่าการมีพรีเซนเตอร์ที่เพียง “เห็นแล้วจำได้”
“หนุ่ม กรรชัย” จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ Celebrity Marketing ยุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากการ “จ้างคนดังมาขายของ” ไปสู่การนำ “ความน่าเชื่อถือ” และมูลค่าของ Personal Brand มาสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ.


