ราช กรุ๊ป รอความชัดเจนนโยบาย มาตรการ กฎเกณฑ์การลงทุน Data Centerจากบอร์ดฯData Center ที่จะคลอดในไตรมาส4นี้ เพื่อกำหนดโมเดลธุรกิจใหม่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรี ที่สัญญาPPA 2,100เมกะวัตต์หมดอายุปีหน้า แย้มมีนักลงทุนData Centerหลายรายใจสนใจซื้อไฟฟ้า-น้ำใช้ในโครงการ เผยเตรียมพร้อมแผนลงทุนรองรับPDPในไทยและอินโดนีเซีย อัดงบลงทุนปีนี้ 10,000 ล้านบาท และรับรู้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2 แห่งเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ปีนี้ หนุนEBITDA ปี69เติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท
นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)หรือ RATCH เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างรอความชัดเจนนโยบาย มาตรฐานและแนวทางการส่งเสริมการลงทุนศูนย์ข้อมูล(Data Center)จากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อกำหนดทิศทางการวางโมเดลธุรกิจใหม่ในพื้นที่โรงไฟฟ้าราชบุรีที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA)จะหมดอายุลงในปี2570
เบื้องต้นจะเน้นบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ( Combined-Cycle Power Plant ) 3 ยูนิตๆละ 700 เมกะวัตต์ที่จะหมดสัญญา PPAในเดือนเมษายน 2570 จำนวน 2ยูนิต และที่เหลืออีก 1ยูนิตในเดือนตุลาคม 2570 โดยจะขายไฟฟ้าให้กลุ่มData Centerได้ราว 1,400เมกะวัต์ที่เหลือเป็นการสำรองไฟฟ้าให้เสถียร ส่วนน้ำมีเพียงพอ มีแหล่งน้ำจากแม่น้ำแม่กลองและบ่อกักเก็บน้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อน (Thermal Pooeer Plant) 2ยูนิตที่สิ้นสุดสัญญาPPAไปแล้ว เพียงพอป้อนให้กับโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ที่สนใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งขณะนี้มีการเจรจากับบริษัทData Center หลายรายที่สนใจ บางรายเสนอให้RATCH เข้าร่วมถือหุ้นในโครงการData Centerด้วย ซึ่งบริษัทอยู่นะหว่างการพิจารณาตัดสินใจ พร้อมรอความชัดเจนหลักเกณฑ์ต่างๆจากคณะกรรมการฯData Centerที่คาดว่าจะความชัดเจนในไตรมาส4 ปีนี้
อย่างไรก็ดี ในครึ่งปีแรกนี้ บริษัทฯ สามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านดิจิทัลด้วยการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center โดยบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด ขนาดกำลังการผลิต 154.2 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 51.67 ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำลังผลิตไฟฟ้า 60 เมกะวัตต์กับลูกค้า Data Center ซึ่งตั้งอยู่ในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในจังหวัดชลบุรี และโรงผลิตไฟฟ้านวนคร ขนาดกำลังการผลิต 232 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นร้อยละ 40 ได้บรรลุข้อตกลงผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้า Data Center ในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร จำนวน 2 ราย กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ และ 20 เมกะวัตต์แล้ว โดยโครงการ 48เมกะวัตต์ ได้มีการปรับโครงสร้างสัญญาค่าไฟฟ้ากับลูกค้าData Center เป็น Gas -linked Pricing ส่วนอีก 20เมกะววัตค์อยูระหว่างเจรจา เพื่อส่งผ่านราคาก๊าซฯไปยังData Center ทำให้บริษัทไม่ได้รับความเสี่ยงจากค่าFtที่รัฐมักจะกดราคาไว้
นายนิทัศน์ กล่าวต่อไปว่า ในปี 2569 บริษัทฯ กำหนดเป้าหมาย EBITDA เติบโตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท และรายได้จากพลังงานทดแทน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของรายได้รวม โดยบริษัทฯ คาดว่าจะรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 71.05 เมกะวัตต์ในฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น 5.5 เมกะวัตต์ ในเวียดนาม ซึ่งกำหนดจะเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในปีนี้ ทำให้ครึ่งปีหลังนี้จะมีผลประกอบการดีกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน
ด้านการลงทุน บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย (PDP 2026) โดยตั้งเป้าหมายที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ครอบคลุมทั้งโครงการโซลาร์ชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะเดียวกันบริษัทฯ ก็สนใจที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Transition Energy) เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการสรรหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งโครงการ รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมตั้งเป้าหมายในปี ค.ศ. 2050 บริษัทจะมีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหทดแทนราว 80%ของกำลังผลิตจากปัจจุบันอยู่ที่ 31.43%หรือราว 2,980.72เมกะวัตต์
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมองโอกาสการลงทุนในอินโดนีเซียตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของอินโดนีเซีย (RUPTL) โดยได้เตรียมแผนโครงการส่วนขยายของโรงไฟฟ้าไพตัน ในชวาตะวันออก ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านพื้นที่และศักยภาพในการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าชวา-บาหลี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการขยายกำลังผลิตเครื่องยนต์ก๊าซ (Gas Engine) ขนาด 200 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพร้อมระบบทำความเย็น กำลังการผลิต 140 เมกะวัตต์ ในเมืองบาตัมด้วย
บริษัทจะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว และค่าเงินเยนอ่อนค่าลง มองน่าจะเป็นโอกาสดีในการลงทุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลในเวียดนามหรือมาเลเซีย เพื่อซัพพลายเชื้อเพลิงชีวมวลขายให้โรงไฟฟ้าชีวมวลที่ญี่ปุ่น รวมถึงการเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าด้วย
ส่วนความคืบหน้าในการเจรจาเข้าร่วมลงทุนโครงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ในประเทศตุรกี ซึ่งมีกำลังผลิต 100,000 ตันต่อปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาสัดส่วนการถือหุ้นและเม๋ดเงินงทุน โดยบริษัทสนใจถือหุ้นกว่าร้อยละ 25 หากไม่ได้สัดส่วนหุ้นตามที่ตั้งใจไว้ ก็จะขอเงื่อนไข Minority Rights คาดว่าจะใกล้สรุปความชัดเจนในเร็วๆนี้
สำหรับงบลงทุนในปี2569 ตั้งไว้ที่10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนในโครงการเดิมที่ลงทุนแล้ว 4,000ล้านบาท โครงการใหม่ ๆ อีก 3,000ล้านบาท และสำรองไว้อีก 3,000ล้านบาท


