ปตท.เลื่อนสรุปการจัดหาพันธมิตรร่วมทุนธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นออกไปจากเดิมตั้งเป้าปลายในปีนี้ เหตุจากสวครามตะวันออกกลาง ฉุดสถานการณ์เปลี่ยนแปลงทำให้พาร์ทเนอร์ต้องกลับไปทบทวนใหม่ “คงกระพัน”ยันไม่ล้มแผนหาพาร์ทเนอร์กลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น แม้ว่าสถานการณ์อุตสาหกรรมดีขึ้น
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือPTT เปิดเผยว่า การสรุปหาพันธมิตรต่างชาติเพื่อร่วมทุนในกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่นของปตท. ประกอบไปด้วย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ต้องชะลอหรือเลื่อนออกไปไม่ทันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปลายปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ทำให้บริษัทที่ลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางแต่ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ ก็มองโอกาสเตรียมลงทันเพื่อกระจายความเสี่ยงมายังภูมิภาคอาเซียนที่มีความต้องการใช้ปิโตรเลียมและเม็ดพลาสติกสูง
ขณะนี้มีบริษัทต่างชาติรายใหม่ที่มีการลงทุนในตะวันออกกลาง ได้เข้าเจรจากับปตท. สนใจเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมทุนกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น
ขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรเดิมที่เคยเจรจากับปตท.ก็ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่กลุ่มปตท.เคยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมากถึง 70% ของความต้องการใช้น้ำมันดิบ เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางและมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกน้ำมันดิบหายไปจากตลาด เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว กลุ่มปตท.จึงหันไปนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆทดแทน ล่าสุด ปตท.นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางลดเหลือ 30%
นายคงกระพัน กล่าวว่า แม้ว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการกลั่นจะมีผลดำเนินงานดีขึ้น ปตท.ก็จะไม่ล้มแผนการหาพันธมิตรร่วมทุนกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งการหาพาร์ทเนอร์ใหม่ ทางปตท.ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท Flagship ในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นอยู่ ขณะที่พันธมิตรใหม่จะมีส่วนช่วยกลุ่มธุรกิจปตท.ดีขึ้น รวมทั้งการจัดหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่


