ผู้จัดการออนไลน์ - เขย่าวงการรีเทล CP Axtra ส่ง “Happitat” ยึดบางนา แลนด์มาร์กมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท มาพร้อมผืนป่า 30 ไร่ และทัพเชฟมิชลินเป็นจุดขาย พร้อมเปิด 21 ส.ค.นี้ มั่นใจทราฟฟิก 5-7 หมื่นคนต่อวัน ชูเป็นต้นแบบ Happy & Healthy Mall ปูพรมปรับปรุงอีก 60 สาขาทั่วไทย
สนามรบค้าปลีกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกทวีความเดือดอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CP AXTRA) ประกาศเปิดตัวอภิมหาโครงการ “Happitat (แฮปปี้แทท) บางนา กม.7” อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นี้ ด้วยงบลงทุนมหาศาลกว่า 15,000 ล้านบาท
สำหรับการลงทุนครั้งนี้ ท่ามกลางคำถามสำคัญจากนักวิเคราะห์และผู้บริโภคว่า “ในทำเลบางนาที่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่และคอมมูนิตี้มอลล์ยึดหัวหาดอยู่แล้วอย่างหนาแน่น อะไรคือ ‘จุดขายหลัก’ ที่จะทำให้ผู้คนยอมมองข้ามห้างยักษ์เหล่านั้น แล้วมุ่งตรงมาที่ Happitat?”
นางสาวเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจศูนย์การค้า กลุ่มงานศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ CP AXTRA ได้คลายข้อสงสัยไว้ว่า บางนาคือทำเลศักยภาพที่เป็น “ประตูสู่สนามบิน” เชื่อมต่อการเดินทางของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว และการสร้างโครงการนี้ขึ้นมา ทั้งที่มีสาขาเดิมอย่างโลตัส บางนา ตั้งอยู่ใกล้กันอยู่แล้วนั้น เนื่องจากโครงการทั้งสองทำหน้าที่ตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้าคนละกลุ่มอย่างชัดเจน
ขณะที่โลตัสเดิมมุ่งเน้นการจับจ่ายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน แต่ Happitat ถูกวางตัวให้เป็น Master Model ของการสร้างจุดหมายปลายทาง ภายใต้แนวคิด Happiness-Led Destination ที่นำ “ความสุข” มาเป็นตัวตั้งต้นในการออกแบบ เพื่อเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความมหัศจรรย์สำหรับผู้คนทุกเจเนอเรชัน
ภายในโครงการ Happitat จะมีแม่เหล็กอันทรงพลังที่จะดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการ ได้แก่
1. ผืนป่าโปร่งธรรมชาติ 30 ไร่ อายุ 10 ปี (The Irreplaceable Green Lung) เป็นหมัดฮุคสำคัญที่ห้างสรรพสินค้าปูนปั้นทั่วไปไม่สามารถทำซ้ำได้ทันที โดยบริเวณด้านหลังโครงการ Happitat เชื่อมต่อเข้ากับผืนป่าธรรมชาติขนาดกว่า 30 ไร่ ซึ่งอดีตเคยเป็นบ่อปลา แต่ได้รับการปลูกป่าอย่างตั้งใจมานานกว่า 10 ปี ที่สำคัญป่าแห่งนี้ได้รับการดูแลโดยนักรุกขศาสตร์ชั้นนำระดับโลก มีการรวบรวมพันธุ์ไม้ที่มีเรื่องราวและประวัติเฉพาะตัวจากทุกจังหวัดทั่วประเทศเข้ามาปลูกไว้ รวมถึงไฮไลต์สำคัญ คือ “ต้นสำรองโบราณ” สูงกว่า 11 เมตร ซึ่งเป็นต้นไม้ประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของทุ่งสำโรงที่หาดูไม่ได้อีกแล้ว
“ผืนป่าสีเขียวนี้จะทำหน้าที่เป็นปอดขนาดใหญ่ของย่านบางนา ให้ผู้คนมาออกกำลังกายและพักผ่อนร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งในประเทศไทยไม่มีที่ไหนที่จะได้สิ่งแวดล้อมเช่นนี้อีกแล้ว ไม่มาไม่ได้เด็ดขาด” นางสาวเบญจวรรณ กล่าว
2. ปรากฏการณ์ Immersive ระดับโลก และสถาปัตยกรรมไร้รอยต่อ Happitat ได้นำเอาจินตนาการมาขับเคลื่อนโครงสร้าง โดยเชื่อมโยง 3 อาคารหลัก ได้แก่ Bloominas (ไลฟ์สไตล์พรีเมียม), Wonderwild (โลกจินตนาการสำหรับครอบครัว) และ Festie Town (ความบันเทิงและการเฉลิมฉลอง) เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมี “Earthworm” ทางเชื่อมดีไซน์แปลกตาเป็นสะพานเชื่อมประสบการณ์สะกดสายตา
ไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ Grand Stairs & SEA’s Largest Screen แลนด์มาร์กบันไดขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ควบคู่ไปกับการติดตั้งจอดิจิทัลขนาด 385 ตารางเมตร ยาวกว่า 50 เมตร ซึ่งมีความละเอียดสูงและใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจะมีการเปิดตัวคอนเทนต์ระดับโลกครั้งแรกในไทยและอาเซียนอย่าง The Butterfly Trail ผลงาน Mixed Reality (MR) จาก Pixel Artworks และตามด้วย Forest of Time ผลงาน Interactive Immersive ชวนเรียนรู้และอนุรักษ์ผืนป่าจาก BoraBora Studios
3. ปฏิวัติวงการอาหาร “Food Destination” ระดับโลกและร้านดีไซน์เฉพาะตัว Happitat ไม่ใช่แค่แหล่งรวมร้านค้าทั่วไป แต่เป็นการปฏิวัติแนวคิดการดึงร้านค้ากว่า 197 ร้านเข้ามา โดยทุกร้านจะต้องสร้างสรรค์คอนเซ็ปต์ใหม่ที่ไม่ซ้ำกับที่ใด อาทิ
* ทัพเชฟระดับดาวมิชลิน: เป็นพื้นที่แห่งแรกที่รวบรวมเชฟมิชลินสตาร์ระดับ 3 ดาว 1 ท่าน และระดับ 2 ดาวอีก 2 ท่านมาร่วมงาน โดยเตรียมเปิดตัว Axtra Club คลับโมเดลพรีเมียมระดับไฮเอนด์ที่มีห้องอาหารเอ็กซ์คลูซีฟรังสรรค์โดย Chef Willment Leong ในไตรมาส 4 ปี 2569 นี้ รวมถึงร้านอาหารแบรนด์ใหม่อย่าง SING LANG และ BULAN โดยเชฟหนุ่ม-ธนินทร จันทรวรรณ เจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว 9 ปีซ้อน
* Lotus’s Eatery: สลัดภาพฟู้ดคอร์ทเดิมๆ ด้วยการยกทัพร้าน Street Food และร้านที่ได้รับสัญลักษณ์ Bib Gourmand กว่า 30 ร้านค้า เช่น สุกี้เมาเวอริค และเพ้งโภชนา มาไว้ในบรรยากาศ Natural Art
* Lotus’s PRIVÉ: ซูเปอร์มาร์เก็ตไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมแนวคิดใหม่ “Happy & Healthy” คัดสรรวัตถุดิบและของดีจากทั่วทุกมุมโลก พร้อมบริการเมนูพิเศษปรุงสดจากเชฟรายการ Hidden Taste Thailand
* ความต่างที่ไม่ซ้ำแบบใคร: แบรนด์และร้านค้าต่างๆ ล้วนยินดีปรับแต่งดีไซน์หน้าร้านให้เข้ากับธีมของศูนย์การค้า เช่น ร้านตัดผมแบรนด์ดังยอมดีไซน์หน้าร้านใหม่และเพิ่มสัญลักษณ์รูปสิงโตจนกลายเป็นกระแสไวรัลใน TikTok พร้อมด้วย 7-Eleven ในธีมคาแรกเตอร์แห่งแรกของประเทศ และ Jerhigh Pet Park สวนกลางแจ้งขนาด 150 ตารางเมตรสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว คุณภาพชีวิต และการมองหาความสุขมากขึ้น แต่หลายครั้งความสุขกลับกลายเป็นสิ่งที่เราต้องเฝ้ารอ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุด การเฉลิมฉลอง หรือโอกาสพิเศษต่างๆ สำหรับ Happitat เราเชื่อว่าความสุขไม่ควรเป็นสิ่งที่ต้องรอ แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัน จากเรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ทำกิจกรรมที่ชอบ หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและคนที่เรารัก เราจึงอยากให้ทุกครั้งที่มา Happitat เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถค้นพบความสุขในแบบของตัวเอง และทำให้ทุกวันรู้สึกเหมือนเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองความสุข มั่นใจว่าจะมีทราฟฟิกไม่ต่ำกว่า 50,000-70,000 คนต่อวัน” นางสาวเบญจวรรณ กล่าว
โดย Happitat พร้อมเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยจะเปิดฉากการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ด้วยมหกรรมความบันเทิงที่รวมศิลปินแถวหน้าจากทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 100 ชีวิต พบกับการปรากฏตัวของซูเปอร์สตาร์ชื่อดังจากประเทศจีนสุดเซอร์ไพรส์ ขบวนพาเหรดสุดตระการตา และการแสดงโดรนครั้งยิ่งใหญ่ที่เตรียมสร้างสถิติใหม่ของประเทศไทย ร่วมสัมผัส World’s First Happiness Destination และเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งความสุขครั้งสำคัญไปพร้อมกัน
นางสาวเบญจวรรณ กล่าวต่อว่า เบื้องหลังการรังสรรค์ Happitat เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ขององค์กร (Culture Shape) หลังจาก CP Axtra เข้าซื้อกิจการอาคารเกือบเสร็จสมบูรณ์ และใช้เวลาในการปรับโครงสร้างและปรับจูนแนวคิดจาก “Happy Mall” สู่ “Happitat” ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง MQDC ความสำเร็จของ Master Model ในครั้งนี้ ทำให้ CP Axtra ประกาศแผนเชิงรุก เตรียมนำโมเดลและองค์ความรู้ที่ได้จาก Happitat ไปปรับปรุงสาขาเดิมของแม็คโครและโลตัสทั่วประเทศจำนวน 60 สาขา โดยจะเปิดตัวในปี 2569 นี้ก่อน 10 สาขา และอีก 50 สาขาจะทยอยเปิดตัวในปี 2570
สำหรับการขยายตัวไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวศักยภาพสูงอย่างภูเก็ต หรือเชียงใหม่ในอนาคต ผู้บริหาร CP Axtra ย้ำชัดว่าจะไม่มีการนำพิมพ์เขียวเดิมไปใช้โดยตรง แต่จะเริ่มต้นจากการทำวิจัยเชิงพื้นที่ (Area Research) เพื่อหาบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน และเข้าไปทำหน้าที่ “เติมเต็มและเสริมในส่วนที่ขาด” ของแต่ละชุมชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกการลงทุนส่งมอบผลตอบแทนและความสุขที่ยั่งยืน.


