xs
xsm
sm
md
lg

บอร์ดรฟท.ไฟเขียวทางคู่สายใต้ 3 เส้นทางปรับแบบ ตัดเส้นทางหาดใหญ่-สงขลา บีบงบ 1.06 แสนลบ. เร่งชงครม.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บอร์ดรฟท.ไฟเขียวรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง ขยับกรอบวงเงินเป็น 1.06 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 2 พันล้านบาท ปรับแบบเป็นสะพานบกช่วงผ่านหาดใหญ่ แก้น้ำท่วม ขณะที่พับเส้นทางช่วงหาดใหญ่-สงขลา 30 กม. วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เหตุปัญหาบุกรุก

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ครั้งที่ 11/2569 วันที่ 11 ส.ค. 2569 ที่มีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เป็นประธาน มีมติเห็นชอบดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี 2.ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา 3.ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ กรอบวงเงินรวม 122,720.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18,254.80 ล้านบาท จากกรอบวงเงินเดิม 104,465.94 ล้านบาท (ปี 2567) ซึ่งคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ บอร์ดสภาพัฒน์ เห็นชอบแล้ว

ทั้งนี้ สาเหตุที่มีการทบทวนกรอบวงเงิน เนื่องจากมีการปรับปรุงรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและสภาพพื้นที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงปรับโครงสร้างทางรถไฟช่วงผ่านอำเภอหาดใหญ่ ที่เกิดปัญหาน้ำท่วมและเส้นทางรถไฟขาด เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้เมื่อเดือน พ.ย.2568 โดยปรับแบบ จากระดับดิน เป็นสะพานบกระยะทางประมาณ 3 กม. และเป็นคันดิน ประมาณ 2 กม. เพื่อป้องกันอุทกภัยซ้ำซาก ตลอดจน ปรับปรุงราคาก่อสร้างตามต้นทุนค่าวัสดุและราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอีกด้วย
 
“จะเร่งสรุปนำเสนอกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดหมายว่าจะมีการนำเสนอ ครม.ได้เร็วสุด ในปลายดือนส.ค. 69 นี้”

สำหรับ โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 สายใต้ จำนวน 3 เส้นทาง มีรายละเอียด ดังนี้

1. ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงินโครงการเดิม 30,422.53 ล้านบาท วงเงินโครงการใหม่ 36,892.32 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 6,469.79 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี และใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 60 เดือน (ก.ค. 70- มิ.ย. 75 )

2. ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงินโครงการเดิม 66,270.51 ล้านบาท วงเงินโครงการใหม่ 77,456.97 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11,186.46 ล้านบาท) ทั้งนี้จะมีการแบ่งออกเป็น ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท ดำเนินการก่อน มีระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 72 เดือน (ก.ค.70-มิ.ย.76)

ส่วนช่วงชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ระยะทาง 30 กม. 15,922.42 ล้านบาท (เนื่องจากระยะทางช่วงนี้มีประชาชนอยู่อาศัยหนาแน่น และปัจจุบันมีการพัฒนาระบบขนส่งรูปแบบอื่นระหว่างหาดใหญ่–สงขลาแล้ว จึงเห็นควร พิจารณาดำเนินการในระยะต่อไป)

3. ช่วงชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงินโครงการเดิม 7,772.90 ล้านบาท วงเงินโครงการใหม่ 8,371.45 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 598.55 ล้านบาท)ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี และใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 48 เดือน (ก.ค.70-มิ.ย.74)

นายอนันต์กล่าวว่า โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ จำนวน 3 เส้นทาง ดังกล่าวผ่านบอร์ดสศช.มาแล้ว กรณีการปรับแบบและชะลอ เส้นทางช่วง ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา ซึ่งทำให้กรอบวงเงินเพิ่มจากเดิมที่ 104,465 ล้านบาทเป็น 106,798 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2,033 ล้านบาท ซึ่งบอร์ดให้รฟท.ขั้นตอนเสนอครม.นั้นจะมีการสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสศช.ด้วย ซึ่งรฟท.จะชี้แจงเหตุผลคามจำเป็นต่อไป

โดยหลังจากครม.มีมติเห็นชอบ จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาจัดทำร่างทีโออาร์ ต่อไป โดยเบื้องต้นคาดว่าจะแบ่งการก่อสร้างงานโยธาออกเป็น 4 สัญญาได้แก่ ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี จำนวน 1 สัญญา, ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ จำนวน 2 สัญญา ,ช่วงหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ จำนวน 1 สัญญา
 
@EIA ช่วงหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ หมดอายุ 5 ปี

สำหรับ ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) อนุมัติ รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2566 และช่วง ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่ อนุมัติ EIA เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2566

ส่วนช่วงหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ อนุมัติ EIA เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2561 ปัจจุบัน รายงาน EIA มีระยะเวลาเกิน 5 ปีแล้ว ซึ่งรฟท.มีการเสนอทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต่อ คชก.เมื่อปี 2568

ทั้งนี้ กรณีที่รายงาน EIA หมดอายุเกิน 5 ปี ทางสผ.จะใช้โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ เป็นโครงการนำร่องในการกำหนดแนวทางและระเบียบในการดำเนินการกรณี EIA หมดอายุ โดยได้มีการลงพื้นที่ร่วมกันแล้ว และรฟท.จะสรุปรายงานการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเสนอสผ.แล้ว ซึ่งหลักการก่อสร้างอยู่บนแนวเส้นทางรถไฟเดิม โดยสผ.ต้องการดูว่า มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญจากที่เคยอนุมัติไปเมื่อ 5 ปีก่อนอย่างไรบ้างเพื่อพิจารณาต่อไป ขณะที่ตลอดแนวเส้นทางหลัก 3 โครงการมี ชุมชนที่ต้องรื้อย้ายประมาณ 300 ชุมชน