xs
xsm
sm
md
lg

ถอดรหัส DNA MaxValu เติมพลัง TOPS สู่ศึกค้าปลีกญี่ปุ่น กุมหัวใจกลุ่มเจแปนเลิฟ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จับตา DNA เดิมของ MaxValu อะไรที่จะได้ไปต่อ และอะไรที่ TOPS จะนำเข้าไปอัพเลเวล? แปลงร่างเป็น “Japanese-inspired Supermarket” สู้ศึกใหม่ สมรภูมิค้าปลีกญี่ปุ่น ชิงฐานเจแปนเลิฟ ค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล (CRC) ผ่านแบรนด์ TOPS จะเข้ามาดูแลและรับช่วงต่อสาขาของ MaxValu ซึ่งงานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพียงแค่การเปลี่ยนป้ายหน้าร้านเพื่อเพิ่มตัวเลขสาขาเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายครั้งสำคัญในการผสานพลังเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่มีความเหนียวแน่นสูงถึง 9 แสนราย

ทิศทางในอนาคต "TOPS + DNA MaxValu" โมเดลไฮบริดพันธุ์ใหม่
กลยุทธ์ที่น่าจับตามองที่สุดไม่ใช่การเข้ากลืนกินแบรนด์ให้หายไป แต่เป็นการนำจุดเด่นด้านอาหารพร้อมทานและสินค้าญี่ปุ่นของ MaxValu มารวมร่างกับระบบจัดซื้อและฐานทุนที่แข็งแกร่งของ CRC หากทำได้สำเร็จ นี่จะไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อร้าน แต่จะเป็นการให้กำเนิดสาขาใหม่ทั้ง 30 สาขาที่มีเอกลักษณ์ แตกต่าง และมีความหลากหลายของสินค้าอาหารพร้อมทานที่หาตัวจับยากในสมรภูมิค้าปลีกวันนี้

ที่ผ่านมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างสินค้า MaxValu พบว่า จุดแข็งที่แท้จริงของ MaxValu ไม่ใช่การเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้ามากที่สุด แต่คือ "ความสะดวกในการแวะ + อาหารพร้อมทาน + อาหารญี่ปุ่น + สินค้านำเข้าในราคาจับต้องได้" ซึ่งเป็นดีเอ็นเอสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกเดินเข้าร้าน

หาก TOPS ตัดสินใจโละสินค้าเหล่านี้ทิ้งทั้งหมดแล้วแทนที่ด้วยสินค้าเดิมของ TOPS ก็เท่ากับเป็นการทำลายเหตุผลสำคัญที่ลูกค้าจะเดินเข้าสาขาเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ซึ่งหากเป็นแบบนั้นจริงแล้วจะเลือกเทคโอเวอร์มาทำไม ดังนั้นการรักษาสินค้า "แม่เหล็ก" เอาไว้ จึงเป็นตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด


Top 5 สินค้าของ MaxValu ที่โดนใจผู้บริโภค
จากการสำรวจพบว่า  5 กลุ่มสินค้าที่ขายดีที่สุดใน MaxValu ได้แก่
1. อาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat / Bento)
ถือเป็นหน้าด่านและจุดขายที่แข็งแกร่งที่สุดของแบรนด์ ซึ่งทาง AEON มีนโยบายให้ความสำคัญและควบคุมคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงหน้าชั้นวางอย่างเข้มงวด โดยมีเมนูเด่น คือ "ไก่ทอดคาราเกะ" รสชาติในตำนานที่ครองใจลูกค้ามาตั้งแต่ยุคจัสโก้ และ "ข้าวกล่องเบนโตะในราคาหลักสิบ" เช่น ข้าวหน้าปลาซาบะ ข้าวหน้าหมู/ไก่ ข้าวแกงกะหรี่ ทั้งนี้เสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้บริโภคระบุชัดเจนว่า อาหารพร้อมทานของ TOPS ในปัจจุบันยังเทียบไม่ได้กับรสชาติและสไตล์ของ MaxValu

2. ซูชิและอาหารญี่ปุ่น (Sushi/Sashimi)
ถือเป็นสินค้าที่สร้างความต่างจากคู่แข่งทั่วไปอย่างเด่นชัด ลูกค้าสายอาหารญี่ปุ่นปักหมุดให้ MaxValu เป็นจุดหมายปลายทางในการซื้อซูชิ ซาชิมิ เทมปุระ และยากิโทริ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าเมื่อ TOPS มุ่งเป้าที่จะเป็น "Food Destination" สินค้ากลุ่มนี้นอกจากจะไม่ถูกลดทอนลง แต่อาจจะได้รับการเพิ่มรายการสินค้า (SKU) รวมถึงอาหารญี่ปุ่นแช่เย็น/แช่แข็ง และเกี๊ยวซ่า เข้ามาเสริมทัพอีกด้วย

3. โอนิกิริและอาหารมื้อเร่งด่วน
ถือเป็นเมนูขวัญใจคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็วและคุ้มค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้าวปั้นสามเหลี่ยมโอนิกิริหน้าปลาแซลมอนสดใหม่ในราคาประหยัด ซึ่งรวมไปถึงกิมมิกยอดฮิตที่ครองใจสายประหยัด กับ "อาหารกล่องรอบดึกป้ายเหลือง" ที่มีการลดราคาสูงถึง 30-50% ในช่วงค่ำ ซึ่งสร้างความเหนียวแน่นและความชื่นชอบให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

4. สินค้านำเข้าและของกินเล่นสไตล์ญี่ปุ่น
ปัจจุบัน MaxValu มีสินค้าแบรนด์ Topvalu รวมถึงขนม ขบเคี้ยว และเครื่องปรุงเฉพาะทางที่นำเข้าจากญี่ปุ่นในราคาคุ้มค่า ถือเป็นจุดเด่นสำคัญ และจุดนี้เองจะเป็นโอกาสของ TOPS ในการคัดเลือกเฉพาะตัวที่ขายดี แล้วอาศัยกำลังซื้ออันมหาศาลของกลุ่มเซ็นทรัล (CRC) เข้าไปต่อรอง เพื่อลดต้นทุนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น

5. อาหารสดและวัตถุดิบ (Fresh Food)
ด้วยมาตรฐาน Food Safety แบบญี่ปุ่นในกลุ่มเนื้อสัตว์และปลา ซึ่งเมื่อมาเจอกับความแข็งแกร่งของ TOPS ในด้านสินค้าเกษตรไทยและผลไม้ GI แล้ว คาดว่าจะเกิดการยกระดับคุณภาพของสินค้าสดให้โดดเด่นยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน


สิ่งที่จับตามากที่สุดในการที่ TOPS ได้ MaxValu เข้าเพิ่มพลังครั้งนี้คือ เราอาจจะได้เห็น 30 สาขาใหม่ที่มีความแตกต่างจาก TOPS สาขาเดิม หรืออาจจะแปลงร่างออกมาเป็น TOPS โมเดลใหม่ ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน ที่สำคัญด้วยระบบสมาชิก The 1 และกำลังซื้อของ CRC ที่มีอยู่เดิม จะทำให้ 30 สาขาใหม่นี้ กลายเป็น “Japanese-inspired Supermarket” ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหาความสะดวกในการซื้อของกินทุกวันได้ เพิ่มเติมคือยังมีสินค้าญี่ปุ่นที่แตกต่างจาก TOPS ทั่วไปให้ได้ช็อปด้วย

สมรภูมิค้าปลีกญี่ปุ่น ชิงฐานเจแปน Lover
อย่างไรก็ตาม เมื่อ TOPS ก้าวสู่การเป็น “Japanese-inspired Supermarket” หนีไม่พ้นเรื่องของการแข่งขัน ซึ่งจากข้อมูล ณ สิงหาคม 2569 พบว่า ตลาดค้าปลีกญี่ปุ่นในไทยมี 4 แบรนด์หลัก คือ MaxValu, DON DON DONKI, UFM Fuji Super และ LOPIA Japan ดังนั้นโจทย์ใหญ่นอกจากการปรับ 30 สาขาของ MaxValu ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ TOPS แล้ว นั่นคือ TOPS ต้องหาตำแหน่งใหม่ เพื่อแข่งขันในตลาดค้าปลีกญี่ปุ่นด้วย

โดยเมื่อเทียบกับคู่แข่งทั้ง 3 แบรนด์แล้ว พบว่า
1.DONKI จุดเด่น คือ ครองความหลากหลาย เป็นเครือข่ายค้าปลีกส่วนลดจากญี่ปุ่น และในไทยใช้ชื่อ DON DON DONKI ขณะที่แนวคิดของร้านครอบคลุมสินค้าอาหารและสินค้าหลากหลายหมวดมากกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป เป็นร้านญี่ปุ่นที่มีความเป็นญี่ปุ่นสูง และสินค้ามีความหลากหลายมากกว่าโดยเฉพาะในเชิง Lifestyle เช่น เครื่องสำอาง, สกินแคร์, ของเล่น, ของฝาก, ของใช้ในบ้าน, สินค้าแฟชั่น, เครื่องดื่ม, ขนมญี่ปุ่นจำนวนมาก, อาหารสดและอาหารพร้อมทาน

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบระหว่าง MaxValu กับ DON DON DONKI ในมุมองสินค้าจะพบว่า มีส่วนที่ทับซ้อนกันค่อนข้างมาก แต่จุดขายต่างกันชัดเจน โดยสินค้าที่เหมือนกัน คือ อาหารญี่ปุ่นและอาหารพร้อมทาน ทั้งสองแบรนด์มีเบนโตะ ซูชิ โอนิกิริ อาหารแช่เย็น และของกินพร้อมทาน, ขนมและ Grocery ญี่ปุ่น ทั้งสองแบรนด์มีขนม เครื่องดื่ม บะหมี่ เครื่องปรุง อาหารแห้ง และสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น และสินค้า Fresh Food ทั้งสองแบรนด์มีเนื้อ ปลา ผัก ผลไม้ และอาหารสดเหมือนกัน แต่ MaxValu มีลักษณะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสำหรับซื้อของกินประจำวันมากกว่า

แต่สิ่งที่ต่างกันคือ DNA ของร้าน ซึ่ง MaxValu เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นสำหรับชีวิตประจำวัน จุดแข็งคือ อาหารสด + อาหารพร้อมทาน + ของใช้ประจำวัน + Grocery ที่ลูกค้าสามารถเข้าไปซื้อของสำหรับมื้อเย็นวันนี้ไปจนถึงของใช้ในบ้านได้ในเที่ยวเดียว เน้นอาหารและวัตถุดิบที่เข้ากับการกินของคนไทย พร้อมนำเสนอเสน่ห์อาหารญี่ปุ่น และมีสินค้า Topvalu ซึ่งเป็น Private Brand ของ AEON ด้วย

ดังนั้น DONKI ให้ความรู้สึกแบบ “เข้าไปเดินแล้วเจอของแปลก ของใหม่ ของญี่ปุ่นเต็มร้าน” ขณะที่ MaxValu ให้ความรู้สึกแบบ “แวะซื้อของกินและของใช้ในชีวิตประจำวัน”


2.Fuji หรือ UFM Fuji Super — ซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นของคนญี่ปุ่น พื้นที่สาขาส่วนใหญ่กระจุกอยู่แถวพร้อมพงษ์ ทองหล่อ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนญี่ปุ่นอยู่หนาแน่น จุดแข็ง คือ ครองความเชี่ยวชาญญี่ปุ่น เน้นสินค้าอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะสินค้าสด ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสินค้านำเข้าและอาหารที่ปรุง ภายใต้แนวคิด “Thai Smiles Japanese Styles” คือเอาความเป็นญี่ปุ่นมาผสมกับการบริการแบบไทย

3.LOPIA กำลังชิงตลาด Premium Food/Wagyu เปิดสาขาแรกในไทยที่ Central Chaengwattana เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเข้าตลาดอาเซียนครั้งแรกของแบรนด์ ทั้งนี้ LOPIA มีต้นกำเนิดจากร้านขายเนื้อ ดังนั้น DNA ของแบรนด์จึงแตกต่างจาก MaxValu และ DONKI อย่างชัดเจน สินค้าหลัก คือ เนื้อ Wagyu/Kuroge, ซูชิ, ผลไม้, อาหารทะเล, Ready to eat และสินค้า Grocery เฉพาะของ LOPIA ประมาณ 200 รายการ

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดทั้ง 3 แบรนด์แล้ว คู่แข่งที่ TOPS ควรจับตามองที่สุด คือ Fuji Super เพราะมีกลุ่มสินค้าใกล้เคียงกัน หาก TOPS ตั้งใจใช้ DNA ของ MaxValu เป็นฐานสร้างตลาดอาหารญี่ปุ่น เพราะลูกค้าและเหตุผลในการเข้าร้านมีความทับซ้อนกันมากที่สุด แต่ก็ยังมีช่องว่างที่ TOPS เข้าไปทำตลาดเพื่อครองใจกลุ่มเจแปนเลิฟได้มาก คือ ชูความเป็น “Japanese Everyday Food” : อาหารญี่ปุ่นคุณภาพดี + อาหารพร้อมทาน + Fresh Food + ราคาจับต้องได้ + เครือข่าย ส่งผลให้ TOPS จะมี “สินค้าครอบคลุมและครบที่สุด” บนสังเวียนนี้ TOPS จึงไม่จำเป็นต้องท้าชนกับใครตรงๆ และยิ่งหากรักษา DNA ของ MaxValu ที่ลูกค้าคุ้นเคยไว้ได้ TOPS จะกลายค้าปลีก “Japanese Food Destination” ได้แบบไร้คู่แข่ง.