“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการรับมืออุทกภัย - ภัยแล้งภาคใต้นัดแรก สั่งบูรณาการทุกภาคส่วน เตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดภัย ฟื้นฟูเยียวยา ย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2569 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) ร่วมกับนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองประธานกรรมการ โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ แม่ทัพภาคที่ 4 คณะกรรมการฯ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ทั้งจากภัยตามฤดูกาลและผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค รวม 5 คณะ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติให้มีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
สำหรับภาคใต้มีลักษณะภูมิอากาศเฉพาะ เนื่องจากฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทยมีช่วงฤดูฝนแตกต่างกัน ขณะที่ความเสี่ยงอุทกภัยและการขาดแคลนน้ำในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกัน จึงต้องบริหารจัดการตาม “พื้นที่ - ช่วงเวลา - ประเภทของภัย” และเตรียมความพร้อมให้ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ การบริหารจัดการขณะเกิดภัย ตลอดจนการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูหลังเกิดภัย ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่คณะกรรมการได้รับมอบหมาย
ที่ประชุมได้รับรายงานการคาดการณ์สภาพอากาศ โดยในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายนยังต้องติดตามพื้นที่แล้งซ้ำซากบางส่วนบริเวณประจวบคีรีขันธ์และชุมพร ก่อนที่ฝนจะเริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม และเข้าสู่ช่วงที่ต้องเพิ่มการเฝ้าระวังอุทกภัยในภาคใต้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องถึงเดือนมกราคม โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งแต่สุราษฎร์ธานีลงไป
จากนั้น ตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมบริหารจัดการน้ำสำหรับช่วงแล้ง ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อให้มีน้ำสำรองเพียงพอและลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในปี 2570
การแบ่งการบริหารจัดการตามช่วงเวลาดังกล่าวมีเป้าหมายให้แต่ละจังหวัดเตรียมมาตรการให้ตรงกับความเสี่ยงของพื้นที่ ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่ของภาคใต้จะประสบอุทกภัยและภัยแล้งพร้อมกัน
ด้านการเตรียมความพร้อม ปภ. รายงานการจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมถึงระบบแจ้งเตือนประชาชนผ่าน SMS และ Cell Broadcast และการเตรียมศูนย์พักพิงสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
พร้อมกันนี้ มีการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำ อุตุนิยมวิทยา และเทคโนโลยีผ่าน War Room เพื่อคาดการณ์และประเมินสถานการณ์แบบ Real-time เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ เพื่อให้เมื่อพบสัญญาณความเสี่ยงสามารถแจ้งเตือนประชาชนและเตรียมกำลังช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติรายงานสถานการณ์และแนวทางบริหารจัดการน้ำ โดยต้องติดตามฝนตกหนักในช่วงปลายปีซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำให้สมดุลระหว่างการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำไว้รองรับฤดูแล้งปี 2570
ขณะที่จังหวัดสงขลาและยะลาได้รายงานการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ ทั้งการปรับปรุงทางน้ำ ศูนย์พักพิง จุดอพยพ และพื้นที่ปลอดภัยสำหรับรถยนต์ เพื่อรองรับสถานการณ์และลดผลกระทบต่อประชาชน
นายพิพัฒน์กำชับให้ทุกจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กลไกของ กองอำนวยการ/กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เป็นกลไกหลักในการบริหารสถานการณ์ พร้อมบูรณาการภาครัฐ ภาคเอกชน อาสาสมัคร และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อให้การสั่งการและช่วยเหลือประชาชนรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยข้อสั่งการกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประสานทั้งภาครัฐ เอกชน และอาสาสมัครในพื้นที่โดยตรง
พร้อมมอบหมายให้กรมชลประทานกำกับดูแลการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ให้จังหวัดเตรียมศูนย์พักพิงอย่างเพียงพอ ให้ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองดูแลความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชนและศูนย์พักพิง รวมถึงให้หน่วยงานสาธารณสุขเตรียมการช่วยชีวิต ยา รถฉุกเฉิน และอุปกรณ์ที่จำเป็น โดยให้ กลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
นอกจากนี้ ให้จังหวัดเร่งจัดทำมาตรการตามสภาพพื้นที่ อาทิ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เปิดทางน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ และพัฒนาพื้นที่รับน้ำ หากเกิดภัยให้ปฏิบัติตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดและแผนเผชิญเหตุ พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และทั่วถึง
พร้อมกันนี้ นายพิพัฒน์ยังให้แต่ละพื้นที่พิจารณาเตรียม “บ้านพี่เลี้ยง” ในชุมชนเสี่ยง เพื่อเป็นเครือข่ายช่วยเหลือประชาชนในกรณีที่เกิดภัยและเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ทันที โดยเตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงช่วยดูแลการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งบ้านพี่เลี้ยงหนึ่งหลังอาจช่วยดูแลบ้านใกล้เคียงประมาณ 5 - 10 หลัง
สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ให้จัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับจอดรถยนต์ ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจพื้นที่และแจ้งประชาชนล่วงหน้า โดยต้องไม่ให้การนำรถขึ้นที่สูงหรือสะพานกีดขวางเส้นทางของรถกู้ภัย รถพยาบาล และเครื่องจักรที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน
หากพื้นที่ปลอดภัยหรือศูนย์พักพิงมีปัญหาด้านเส้นทางเข้า - ออก ให้ประสานกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเร่งแก้ไขและอำนวยความสะดวก เพราะพื้นที่ปลอดภัยจะต้องไม่เพียงอยู่บนพื้นที่สูง แต่ต้องสามารถเดินทางเข้าออกและเข้าถึงได้จริง
สำหรับพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะบริเวณรอบทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมโยงจังหวัดสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ให้เตรียมเสบียงอาหารสัตว์ เช่น หญ้าและฟางแห้งไว้ล่วงหน้า รองรับกรณีน้ำท่วมขังเป็นเวลานานและลดผลกระทบต่อเกษตรกร
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ให้จังหวัดเตรียมรับมือ อัคคีภัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในช่วงแล้ง โดยเฉพาะไฟไหม้บ่อขยะฝังกลบ รวมถึงไฟในพื้นที่ป่าพรุ เช่น พรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช และพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอาจสร้างผลกระทบทั้งต่อประชาชนและระบบนิเวศ จึงต้องเฝ้าระวังและเตรียมมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้า
และหากจังหวัดหรือหน่วยงานใดมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการดำเนินงาน ให้เร่งรายงานต่อคณะกรรมการฯ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและสนับสนุนการดำเนินงานโดยเร็ว


