กกร. ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลการโตแบบ K-shape ชี้เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากกระแส AI ดันส่งออกครึ่งปีแรกโต 17.6% แต่ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้เต็มที่ แนะเร่งยกระดับ Local Content เพื่อสร้าง Supply Chain และสนับสนุนสินค้า MiT
รวมทั้งยกระดับเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรัฐ-เอกชน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มอุตสาหกรรมใน K ขาลงได้อย่างตรงจุด กกร. คงเป้าประมาณการGDPปี69 โต 1.6-2% และส่งออก 8-10%
นายผยง ศรีวณิช ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนในระดับสูง จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ และการปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกอย่างรวดเร็ว
ภาพรวมดังกล่าวส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีลักษณะ K-shape อย่างชัดเจน กลุ่มประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูงจะเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงกลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาเพิ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ยังทำให้ตลาดการเงินประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียมีแนวโน้มอ่อนค่าจากการบริหารค่าเงินเยนด้วยสกุลเงินยูโร และเกิดรูปแบบใหม่ในการดำเนิงนโยบายการเงิน
ส่วนเศรษฐกิจไทยคงเผชิญความท้าทายจากการปรับตัวและและได้โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มตามกระแสดิจิทัล ของโลกมากขึ้น ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า การส่งออกไทยขยายตัวถึง 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีสัดส่วน 26.5% ของการส่งออกทั้งหมด และขยายตัวสูงถึง 45.9% ตามความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นจากกระแส ปัญญาประดิษฐ์(AI ) นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างประเทศยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคการผลิตในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ใน K ขาบนขยายตัวสูง แต่ไม่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นได้เต็มที่ จำเป็นต้องเร่งสร้าง Local Content และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อให้เกิดการสร้างซัปพลายเชนในประเทศ
รวมทั้งแยกแยะกลุ่ม Kขาลงให้ชัดเจนในรายอุตสาหกรรมเพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนตรงจุด
นอกจากนี้ กกร.สนับสนุนการยกระดับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของประเทศให้มีความทันสมัย ครบถ้วน และตรวจสอบได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ อาทิ ข้อมูลจากแบบ รง.8 ซึ่งเป็นข้อมูลการผลิตของโรงงานทั่วประเทศ มาต่อยอดสู่การวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรม การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ระดับ Local Content โครงสร้างแรงงาน และห่วงโซ่อุปทาน ช่วยให้ภาครัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการได้ตรงกลุ่มมากขึ้น รวมทั้งการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand : MiT) เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมธุรกิจที่อยู่ในKขาลง เพื่อให้เกิดดีมานด์และซัพพลายที่ตรงเป้ากว่าเดิม
กกร.ยังเสนอให้รัฐบาลเดินหน้าบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน หรือ Connect the Dots เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลกลางที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้งานร่วมกันได้ อาทิ การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
ลดการเอาเปรียบจากข่องโหว่กฎหมาย
การตรวจสอบการใช้นอมินี การป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ การแก้ไขปัญหาทุนสีเทา เศรษฐกิจนอกระบบ ตลอดจนการติดตามเม็ดเงินที่หลุดออกจากระบบเศรษฐกิจ ซึ่งการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐผ่านระบบออนไลน์จะเป็นรากฐานสำคัญของการปฏิรูปประเทศตามแนวคิด Reinvent Thailand และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศในระยะยาว
อีกข้อเสนอหนึ่ง คือ การผลักดันพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ผ่านระบบ One Stop Service ภายใต้พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ พร้อมหนุน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ได้แก่ 1. Investment & Industry Transformation Hub 2. AI & Digital Hub 3. Green Economy 4. Financial Hub และ 5. Medical Hub โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่อาเซียนจะเพิ่มขึ้นกว่า 544,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 ซึ่งไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายสำคัญสอดคล้องกับตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ กกร.คงเป้าประมาณการGDP ปี2569 อยู่ที่ 1.6-2.0% ส่งออก 8.0-10%และเงินเฟ้อ 2.5-3% แม้ว่าสหรัฐฯ ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตรา 12.5% กับสินค้าไทยและอีกราว 60 เขตเศรษฐกิจ เป็นผลกระทบที่ไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่ง และมั่นใจว่าไทยสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากมี Ecosystem และSupply Chain อีกทั้งยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะเดียวกันภาคเอกชนต้องปรับตัว


