xs
xsm
sm
md
lg

สภาเอสเอ็มอี เข้าพบ รมว.อุตสาหกรรม ชูยุทธศาสตร์ “3 Access” พลิกฟื้นโครงสร้างธุรกิจ ดันตั้งเครือข่ายภาคเอกชนคุมเข้มมาตรฐานสินค้าทะลัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สภาเอสเอ็มอี เข้าพบ รมว.อุตสาหกรรม ชูยุทธศาสตร์ “3 Access” พลิกฟื้นโครงสร้างธุรกิจ พร้อมดันตั้งเครือข่ายภาคเอกชนคุมเข้มมาตรฐานสินค้าทะลัก ปกป้องตลาดไทย 
3 สิงหาคม 2569, กรุงเทพมหานคร — นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภาเอสเอ็มอี) พร้อมด้วย นางสาวรมนต์อร บุญเรือง เลขาธิการสภาฯ และคณะกรรมการบริหาร ตลอดจนผู้แทนภาคีเครือข่าย เข้าพบนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูง ประกอบด้วย นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีฯ, นางอัษฎาพร ไกรพานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ, นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงฯ, นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และนายภัทรพล ลิ้มภักดี รองเลขาธิการ สมอ. เพื่อนำเสนอแนวทางและเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME อย่างเป็นรูปธรรม ณ กระทรวงอุตสาหกรรม


ในการหารือครั้งนี้ สภาเอสเอ็มอี ได้นำเสนอวาระเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของธุรกิจ
SME ผ่านยุทธศาสตร์ “3 Access” ได้แก่:

1. Access to Finance (การเข้าถึงแหล่งทุน): นำเสนอการนำระบบประเมินศักยภาพธุรกิจ หรือ
“Business Score” และ “Capital Optimizer” มาใช้เป็นองค์ประกอบร่วมพิจารณาสินเชื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและศักยภาพที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการประเมินจากเครดิตสกอร์เพียงอย่างเดียว พร้อมร่วมหารือแนวทางกับ SME D Bank เพื่อช่วยขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น

2. Access to Market (การเข้าถึงตลาดและการเติบโต): เสนอการจัดทำ “SME Single Journey
Framework” เพื่อวางเส้นทางการเติบโตของผู้ประกอบการตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียนบริษัทไปจนถึงการยกระดับเข้าสู่ตลาดทุน พร้อมเน้นย้ำวาระสำคัญในการบูรณาการ “นิยามและเกณฑ์การจัดประเภท SME” ของหน่วยงานภาครัฐกว่า 20 แห่งให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ภาครัฐส่งมอบความช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Micro,
Small, Medium) โดยไม่เกิดความคลาดเคลื่อน

3. Access to Fairness (การเข้าถึงความยุติธรรม): มุ่งผลักดันการร่าง “พ.ร.บ. สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” และนำเสนอผลการวิเคราะห์ช่องว่างทางกฎหมาย (Gap Analysis) กว่า 159 ฉบับที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมไปถึงการผลักดันการปรับลดเครดิตเทอม (Credit Term) ให้เหลือ 45 วัน ซึ่งจะช่วยดึงสภาพคล่องกว่า 250,000 ล้านบาท กลับเข้าสู่ระบบ SME ไทย


นอกจากยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างแล้ว สภาเอสเอ็มอียังได้หยิบยกประเด็นสำคัญเร่งด่วนด้านการปกป้องตลาดในประเทศโดยแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ขณะนี้สภาฯกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการร่างกฎระเบียบเพื่อเตรียมจัดตั้ง “เครือข่ายสมาคมด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานภาคเอกชน” ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (National Quality Infrastructure: NQI) ของประเทศเครือข่ายองค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้จะมีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนและระยะเวลาการตรวจรับรองมาตรฐานเพื่อการส่งออกของ SME ไทย และภารกิจหลักที่สำคัญยิ่งคือการบูรณาการการทำงานเป็นกระบอกเสียงและเป็นผู้ช่วยให้กับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ. หรือ TISI) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการลงพื้นที่ทำหน้าที่สุ่มตรวจสอบสินค้าที่วางจำหน่าย ทั้งในตลาดทั่วไปและแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมุ่งเน้นไปที่สินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศที่กำลังทะลักเข้าสู่ไทย การมีหน่วยงานภาคเอกชนเข้ามาช่วยสอดส่องดูแล จะช่วยบรรเทาข้อจำกัดด้านกำลังคนของภาครัฐ ทำให้สามารถกวาดล้างสินค้าไร้มาตรฐาน สวมสิทธิ หรือไม่ผ่านการรับรองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย ที่ต้องแบกรับต้นทุนในการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานที่สูงกว่าอีกด้วย

ทั้งนี้ ทางคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับฟังและยินดีรับข้อเสนอ ตลอดจน Roadmap ที่สภาเอสเอ็มอีนำเสนอไปศึกษาและประกอบแนวทางการประยุกต์ใช้ โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพการแข่งขันให้แก่ SMEs ซึ่งถือเป็นรากฐานและฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน GDP ของประเทศไทยต่อไป