กรมทางหลวงเปิดตัว “พร้าวโมเดล"ต้นแบบปลูกป่า เพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน พร้อมเดินหน้าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สร้างพลังงาน เปลี่ยนหลอดไฟ LED มุ่งสู่ทางหลวงคาร์บอนต่ำและ Net Zero
วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง เป็นประธานเปิดกิจกรรมปลูกต้นไม้และเปิดตัวโครงการ “Highways Carbon Sink : PHRAO MODEL” หรือ พร้าวโมเดล ณ หมวดทางหลวงพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงที่ 1 เชียงใหม่ คณะผู้บริหารกรมทางหลวง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม
โครงการ “Highways Carbon Sink : PHRAO MODEL” เป็นโครงการต้นแบบในการนำพื้นที่สงวนนอกเขตทางหลวงที่มีศักยภาพมาพัฒนาเป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน และมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 พร้อมเตรียมขยายผลแนวคิดดังกล่าวไปยังหน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวงทั่วประเทศ
การดำเนินโครงการอยู่ภายใต้โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. โดยกรมทางหลวงได้สำรวจและวัดต้นไม้เดิมในพื้นที่สงวนนอกเขตทางหลวงบริเวณริมทางหลวงหมายเลข 1001 ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่อง จำนวน 1,008 ต้น ตามหลักเกณฑ์ทางวิชาการของ อบก. พบว่ามีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 555,577 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี พร้อมกันนี้ได้ดำเนินการปลูกต้นไม้เพิ่มเติมอีก 159 ต้น ซึ่งเมื่อเติบโตเต็มศักยภาพ คาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1,510.5 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กรมทางหลวงให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด Carbon Neutral Event อาทิ การส่งเสริมการเดินทางร่วมกัน (Carpool) การลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การคัดแยกและบริหารจัดการขยะ การลดการใช้กระดาษด้วยระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์และ QR Code รวมถึงการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรม
นายปิยพงษ์ กล่าวว่า กรมทางหลวงในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทางหลวงควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยกรมทางหลวงได้ประกาศ ปฏิญญากรมทางหลวง มุ่งสู่ทางหลวงคาร์บอนต่ำและความยั่งยืน ภายในปี ค.ศ. 2040 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เพื่อเป็นกรอบในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทางหลวงให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050
โดยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวกว่า 10,000 ไร่ และเดินหน้าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสร้างพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง
"กรมทางหลวง ได้เลือกพื้นที่ อ.พร้าว ในสังกัดหมวดทางหลวงพร้าว แขวงทางหลวงเชียงใหม่ที่ 3 สำนักงานทางหลวงที่ 1 (เชียงใหม่) เป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งแรก เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ประสบปัญหามลพิษทางอากาศค่อนข้างสูง อีกทั้งพื้นที่ อ.พร้าว ยังเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญที่มีความพร้อมในการพัฒนาและเสริมศักยภาพให้เป็น "โรงงานธรรมชาติ" สำหรับกักเก็บและดูดซับคาร์บอน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
อธิบดีกรมทางหลวงกล่าวว่า แขวงทางหลวงและสำนักงานทางหลวงทั่วประเทศ
เดินหน้าแผนพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการคาร์บอน นอกจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวแล้ว กรมทางหลวงยังมีเป้าหมายในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ในอีกหลายมิติ ได้แก่ พลังงานสะอาด ตั้งเป้าติดตั้งแผงโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) บริเวณอาคารสำนักงานและจุดพักรถ รวม 6,000 กิโลวัตต์ (6 เมกะวัตต์) แบ่งเป็น 2,500 กิโลวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2569 และเพิ่มอีก 3,500 กิโลวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2570
การประหยัดพลังงาน เช่น เปลี่ยนโคมไฟส่องสว่างจากแบบ High-pressure ให้เป็นหลอด LED ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 50–60% รวมถึงการหมุนเวียนวัสดุ การนำวัสดุงานทางและกากยางกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ จากเดิม 10–20% ให้ได้ไม่น้อยกว่า 50–60% ภายใน 15 ปี
นอกจากนี้ ในปั 2570 จะทำแพลตฟอร์มตรวจวัด สำหรับคำนวณและติดตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนจาก 3 แหล่งหลัก คือ งานก่อสร้าง/ซ่อมแซมถนน, ปัญหาจราจรติดขัด และงานบริหารจัดการในสำนักงาน เพื่อนำข้อมูลมาใช้วางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำในอนาคต
“กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมทางหลวงที่ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกด้วย”


