“ คุรุจิต” จี้รัฐเร่งปรับปรุงกม.ปิโตรเลียมให้สอดคล้องบริบทอุตฯยุคใหม่ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันหลังประเทศในอาเซียนมีการแก้ไขกม.ทั้งลดภาษีและค่าภาคหลวงลง หวังดึงดูดการลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจากต่างชาติในระยะยาว ห่วงแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังทยอยสิ้นสุดการต่ออายุสัมปทาน จะกระทบความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซฯเหมือนเอราวัณ
นายคุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PEIT) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2548 ประเทศไทยไม่พบแหล่งปิโตรเลียมใหม่ที่ขนาดใหญ่เหมือนแหล่งเอราวัณ ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)ที่มีราคาสูงจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวม ขณะที่แหล่งปิโตรเลียมทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันหลายแห่งในไทยกำลังจะสิ้นสุดการสัญญาต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียมลง เพื่อไม่ให้การผลิตก๊าซธรรมชาติต้องสะดุดเหมือนเมื่อครั้งเปิดประมูลแบบระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC)แหล่งเอราวัณ ดังนั้นกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเตรียมเสนอปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
แหล่งผลิตปิโตรเลียมหลายแหล่งที่ผลิตอยู่เข้าสู่ระยะ Brownfield หรือแหล่งผลิตปลายอายุ แม้ว่ายังมีทรัพยากรเหลืออยู่และสามารถผลิตต่อได้ แต่ต้องอาศัยการลงทุนต่อเนื่อง การขุดเจาะหลุมใหม่ และการบริหารจัดการที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ขณะที่พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ใช้กำกับดูแลอุตสาหกรรมยังคงยึดโครงสร้างเดิมที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2514 ซึ่งออกแบบขึ้นในยุคที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งไม่สอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน
ดังนั้นพ.ร.บ.ปิโตรเลียม จึงต้องปรับปรุงให้ทันกับบริบทของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้รัฐมีเครื่องมือในการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่ใกล้สิ้นสุดการต่ออายุสัมปทานได้หลากหลายมากขึ้น เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด อาทิ กำหนดให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมเสนอเงื่อนไขในการพัฒนาและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งที่ยังมีศักยภาพอยู่ โดยรัฐพิจารณาขยายระยะเวลาการผลิตต่อเนื่องทุก10ปี
นอกจากนี้ ความท้าทายของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงการบริหารแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังหมดอายุสัมปทาน แต่ต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งมาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย เพื่อชิงความได้เปรียบดึงดูดการลงทุนด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) หากประเทศอื่นมีกติกาที่เอื้อต่อการลงทุนมากกว่าอาทิ การลดภาษีเงินได้หรือลดค่าภาคหลวงลง ทำให้เงินลงทุนก็มีโอกาสไหลไปประเทศเหล่านั้น
ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว จำเป็นต้องยกระดับสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนให้สามารถแข่งขันได้ ทั้งในด้านกติกาที่ชัดเจน ความต่อเนื่องของนโยบาย และกระบวนการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ การสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุน ไม่ได้หมายถึงการลดผลประโยชน์ของรัฐ แต่เป็นการทำให้ประเทศไทยยังสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในการดึงดูดการลงทุนได้ เพราะหากไม่มีการลงทุนใหม่ สุดท้ายประเทศก็จะสูญเสียทั้งโอกาสในการค้นพบแหล่งปิโตรเลียมใหม่ รายได้จากค่าภาคหลวง รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว
ปัจจุบัน แหล่งปิโตรเลียมสินภูฮ่อม และแหล่งสิริกิติ์ (S1)จะสิ้นสุดการต่ออายุสัญญาสัมปทานในปี2572และปี2574 ตามลำดับ ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถต่ออายุสัมปทานได้อีก ทั้งๆที่แหล่งปิโตรเลียมดังกล่าวมีศักยภาพในการผลิตก๊าซฯและน้ำมันได้นาน 10ปี หากเปิดประมูลใหม่เกรงว่าจะมีปัญหาขาดความต่อเนื่องเหมือนกรณีเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ (G1/65) ดังนั้นกรมฯจำเป็นต้องมีการแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่จะใช้เวลานานเพราะต่อผ่านสภาฯ ดังนั้นอาจจะมีการออกกฎกระทรวง ฯลฯในบางประเด็นเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงพลังงาน
กระทรวงพลังงานเสนอครม. ขออนุมัติผู้ได้รับคัดเลือกโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) และเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) ที่คาดหวังว่าจะได้รับความสนใจจากบริษัทพลังงานต่างชาติเข้าร่วมประมูลสัมปทาน


