xs
xsm
sm
md
lg

เที่ยวคลอง...มองกรุง ผ่าน “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สายน้ำ ไม่ใช่เพียงจุดเริ่มต้นของเมือง หากยังเป็นเส้นทางที่บันทึกประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความศรัทธา และวัฒนธรรมที่ไหลเคียงคู่กรุงรัตนโกสินทร์

เร็ว ๆ นี้ เรื่องราวของสายน้ำกำลังจะถูกเล่าขึ้นอีกครั้งผ่านกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ซึ่งจะพาผู้คนกลับไปสัมผัสเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน

เบื้องหลังของกิจกรรมนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลท่องเที่ยว หากต่อยอดมาจากการดำเนินงานตาม โครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ

ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบายในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศกว่า 10 โครงการ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคลองเปรมประชากร โครงการพัฒนาถนนวิภาวดีรังสิต โครงการพัฒนาคู คลองในเกาะรัตนโกสินทร์ การและคลองแสนแสบ โครงการพัฒนาสระบ่อดิน จ.นครสวรรณ์ โครงการจัดหาน้ำบาดาลขนาดดใหญ่แก้ปัญหาภัยแล้งอันเนื่องจากพระราชดำริ(จำนวนรวม 47 แห่งทั่วประเทศ) โครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร โครงการพพัฒนาบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ โครงการพัฒนาหุบกระพง ห้วยทรายใต้ จ. เพชรบุรี โครงการพัฒนาคลองแม่ข่า จ. เชียงใหม่ และพัฒนาเกาะสีชัง จ.ชลบุรี


แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกมาเป็นกิจกรรม “สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-31 กรกฎาคม 2569 บริเวณสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ ถนนคนเดินคลองโอ่งอ่าง คลองผดุงกรุงเกษม คลองหลอดวัดราชนัดดา และคลองหลอดวัดราชบพิธ

โดยเส้นทางที่ผู้จัดงานออกแบบไว้เชื่อมต่อ 3 สายคลองสำคัญของกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นจาก คลองคูเมืองเดิม ผ่านคลองหลอด คลองโอ่งอ่าง บางลำพู และคลองมหานาค ก่อนเชื่อมต่อไปยัง คลองแสนแสบ และสิ้นสุดที่ คลองเปรมประชากร ซึ่งแต่ละสายล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของพระนครในแต่ละยุคสมัย

ไฮไลต์สำคัญของงานจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 กับพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์และจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกรุงรัตนโกสินทร์ โดยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 75 รูป จาก 3 เส้นทางสายน้ำสำคัญ รวมจำนวน 225 รูป ได้แก่ คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ คลองแสนแสบ และคลองเปรมประชากร โดยได้รับความเมตตา จากสมเด็จพระราชาคณะและพระเถรานุเถระจากวัดสำคัญ อาทิ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร และทุกวัดริมคลองร่วมล่องเรือจากทั้งสามเส้นทางน้ำมาบรรจบ ณ บริเวณปะรำพิธีสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เพื่อประกอบพิธีสงฆ์และให้พรแก่ประชาชนที่มาร่วมงาน

การจัดงานครั้งนี้ยังมีขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และสืบสานพระราชปณิธานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบางและผู้ไร้ที่พึ่งให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ตลอดเส้นทางยังมีโบราณสถานและแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของเมือง ไม่ว่าจะเป็น พิพิธบางลำพู พิพิธภัณฑ์ศาลรัฐธรรมนูญ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร และ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ซึ่งจะเป็นจุดรองรับพระสงฆ์และจุดเรียนรู้สำคัญของกิจกรรม


ท่ามกลางเส้นทางสายน้ำแห่งชีวิต หนึ่งในจุดแวะสำคัญที่ MGR Online ชวนผู้อ่านไปเยือน คือ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือที่ผู้คนคุ้นเคยกันในชื่อ "วัดภูเขาทอง"

พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์) วิสุทฺโธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เล่าว่า วัดสระเกศเป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งเสด็จมาประกอบพระราชพิธีอาบน้ำมุรธาภิเษก หรือสรงพระมุรธาภิเษกที่วัดสะแก หลังจากทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ทรงทำนุบำรุงวัด และพระราชทานนามใหม่จาก “วัดสะแก” เป็น “วัดสระเกศ” ซึ่งหมายถึงการชำระพระเกศาของพระเจ้าอยู่หัว

การเชื่อมโยงของวัดสระเกศกับบูรพมหากษัตริย์ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดขึ้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ว่าจะเป็นในสมัยรัชกาลที่ 2 ที่มีการพระราชทานต้นโพธิ์ซึ่งเป็นหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์จากประเทศศรีลังกามาปลูกไว้ที่วัดสระเกศ หรือในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ทรงมีพระราชดำริให้สร้างภูเขาทองขึ้นเป็นเจดีย์ของเมืองหลวง รวมถึงกิจกรรมการละเล่นของชาวบ้านในอดีต จนมาถึงปัจจุบันที่ยังเห็นพัฒนาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้วัดสระเกศยังคงเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

ไฮไลต์ภายในวัดมีทั้ง พระบรมบรรพต หรือภูเขาทอง ซึ่งประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้บนยอด ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ด้านหลังพระอุโบสถ และ หมุดสะดือเมือง ซึ่งตามความเชื่อเป็นจุดเสริมสิริมงคล โดยเฉพาะผู้ที่ขอพรด้านการซื้อ-ขายที่ดิน


นอกจากนี้ วัดสระเกศยังเป็นหนึ่งในวัดที่ร่วมกิจกรรมบิณฑบาตทางน้ำในวันที่ 26 กรกฎาคมที่กำลังจะถึง

“กิจกรรมบิณฑบาตทางน้ำ ซึ่งจัดโดยหลายหน่วยงานร่วมกับคณะสงฆ์ วัดสระเกศก็เป็นอีกหนึ่งวัดที่อยู่ในกิจกรรมนี้ เป็นการสืบสานวัฒนธรรม สร้างกิจกรรมประเพณีที่ดีงามที่จะเกิดขึ้น เราอาจจะเคยได้ยินการบิณฑบาตทางน้ำในสมัยก่อน แต่ว่าวัฒนธรรม ประเพณีนี้ก็หายไปจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมในปัจจุบัน”

“ดังนั้น เมื่อมีกิจกรรมนี้ก็จะเป็นการพาเราย้อนลึกไปถึงวัฒนธรรม ประเพณี การเดินทางของคนสมัยก่อน การใช้ชีวิตของคนสมัยก่อน พร้อมกับงานบุญที่จะเกิดขึ้น คล้าย ๆ กับว่า เป็นกิจกรรมที่เรามาสนุกสนานในความเป็นบุญกุศล แล้วก็สืบสานวัฒนธรรมประเพณีของไทยไปด้วย ทุกท่านสามารถเข้าร่วมได้หมดเลย และยินดีที่จะเชิญชวนทุกท่านให้เข้ามาร่วมกันตักบาตรทางน้ำ”


ตลอดระยะเวลาการจัดงานระหว่างวันที่ 24–31 กรกฎาคม 2569 ประชาชนจะได้ร่วมสัมผัสกิจกรรมทางศาสนา ศิลปวัฒนธรรม นิทรรศการมีชีวิต ตลาดชุมชน สตรีทอาร์ต และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่สะท้อนคุณค่าของสายน้ำไทย ควบคู่กับกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนริมคลองและกลุ่มเปราะบาง อันเป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการดูแล และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

โดยการจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยราชการในพระองค์ คณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคม กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2000) จำกัด บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (Big C) สวนนงนุช บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) บริษัท น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) และ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) เป็นต้น ตลอดจนภาคประชาสังคม และประชาชน ที่ร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดคุณค่าของคูคลองให้คงอยู่คู่สังคมไทย

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สืบสานวิถีวัฒนธรรมทางน้ำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์

โดยสามารถติดตามรายละเอียดจุดตักบาตร เส้นทางการเดินทาง และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของกรมประชาสัมพันธ์ และกรุงเทพมหานคร