แพลตฟอร์มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น "DISG (Dialogue for Innovative and Sustainable Growth)" (ประธาน: คุณมาซุโอะ คุเรมูระ / Mr. Masuo KUREMURA) ได้จัดการประชุม "คณะทำงาน DISG ครั้งที่ 18" ขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 ณ โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพ สุขุมวิท กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในการประชุมครั้งนี้ที่ประชุมได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งได้ร่วมกันรับรอง "แถลงการณ์ร่วมคณะทำงาน DISG" (ต่อไปนี้จะเรียกว่า แถลงการณ์ร่วม) ใน 5 สาขาความสำคัญหลักผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน

กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ
ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม หลังจากคุณมาซุโอะ คุเรมูระ ประธานกล่าวเปิดงานแล้ว ได้มีการนำเสนอ ข้อมูลเกี่ยวกับ 4 เสาหลักที่เป็นสาขาความสำคัญของความร่วมมือระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่น ได้แก่ "การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน" "การร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม" "การลงทุนด้านดิจิทัลและ AI" และ "การเปลี่ยนผ่านพลังงาน"
ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ในส่วนของการสร้างความยืดหยุ่น ของห่วงโซ่อุปทานได้มีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรมผ่านการหารือกับประเทศหลักในอาเซียน ทั้งนี้ได้มีการแนะนำผลสำเร็จของกิจกรรม "Fast Track Pitch" (มีผู้สมัคร 410 ราย และผู้เข้าร่วม 776 ราย) สำหรับการส่งเสริมการร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งจัดขึ้นใน 4 ประเทศโดยรอบ รวมถึงงาน "Young Leaders Summit" นอกจากนี้ ในส่วนของการลงทุนด้านดิจิทัล และ AI ได้ระบุถึงความจำเป็นของ Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนในด้านพลังงานได้มีการนำเสนอ แนวคิด "AZEC พลัส (AZEC Plus)" ซึ่งเป็นการเพิ่มมุมมองด้านความมั่นคงเข้าไปในกรอบความร่วมมือ พันธมิตรในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์แห่งเอเชีย (Asia Zero Emission Community: AZEC) จากเดิมที่เป็นกรอบการขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ในตอนท้ายประธานได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ผลักดันกรอบการทำงานเหล่านี้ไปสู่โครงการและการหารือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ถัดมาในส่วนที่ 1 ของการปาฐกถาพิเศษ ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat Business School) ได้บรรยายในหัวข้อ "ความท้าทายและ ความคาดหวังของความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น" โดยได้ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลัง เปลี่ยนผ่านจากการ "เน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก" ไปสู่การ "ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและ ความยืดหยุ่น" พร้อมระบุว่าความหมายของความยืดหยุ่นนั้นแตกต่างกันไปตามจุดยืนของแต่ละประเทศ และองค์กรธุรกิจ พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะประเด็นสำคัญ 3 ประการสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่
1) การทำความเข้าใจจุดแข็งของแต่ละประเทศและภูมิภาค 2) การประเมินพื้นที่สำคัญบนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และ 3) การสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ของภูมิภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านประสิทธิภาพทางต้นทุน

จากนั้น คุณยูตะ โอคุยามะ (Mr. Yuta OKUYAMA, Chief of Staff, President Office) จากสถาบันวิจัย เศรษฐกิจสำหรับอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ได้บรรยายในหัวข้อ "จากภาวะวิกฤตสู่กลยุทธ์: มุ่งสู่ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่นยุคใหม่และการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในภูมิภาค" โดยได้ นำเสนอการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน และการสนับสนุนการเสริมสร้างฟังก์ชันแพลตฟอร์มอาเซียน-ญี่ปุ่น ผ่านการเสวนาอย่างไม่เป็นทางการลู่ 1.5 (Track 1.5 Dialogue) ระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้ง แนะนำแนวคิดกลยุทธ์การสำรองน้ำมันในอาเซียนที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้แสดงทิศทาง ในอนาคตที่จะมุ่งขับเคลื่อนแนวทางความร่วมมือเพื่อมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียน

การนำเสนอภาพรวมจากประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย
จากนั้น หลังเสร็จสิ้นช่วงถาม-ตอบ ได้เข้าสู่การประชุมส่วนที่ 2 โดยมี คุณเพอร์รี เฟอร์เรอร์ (Mr. Perry FERRER, President) ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งฟิลิปปินส์ (PCCI) ขึ้นบรรยาย โดยในเบื้องต้นได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญ เช่น คุณภาพของ โครงสร้างพื้นฐานที่ยังต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพายุไต้ฝุ่น ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในทางกลับกันได้แนะนำจุดแข็งใหม่ของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างประชากรรุ่นใหม่ ตลอดจนมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์จากแนวคิด "ระเบียงเศรษฐกิจลูซอน" ภายใต้ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์และทรัพยากรซิลิกาที่มี ความบริสุทธิ์สูง โดยได้กล่าวสรุปด้วยการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งญี่ปุ่น เป็นผู้สนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ในขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นผู้จัดหาแรงงานและแร่ธาตุสำคัญ

ลำดับถัดมา คุณวรทัศน์ ตันติมงคลสุข กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (TCC) ได้ขึ้นบรรยายโดยชี้ว่า ห่วงโซ่อุปทานกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านอันเนื่องมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความวุ่นวายของการขนส่งทางทะเล พร้อมทั้งได้เสนอแนะให้ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันออกและอาเซียนในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงเส้นทางบกและทางทะเลผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ตลอดจนการเพิ่ม ประสิทธิภาพการขนส่งทางรถบรรทุก นอกจากนี้ ยังได้ระบุถึงสาขาความสำคัญเร่งด่วนของความร่วมมือ อาเซียน-ญี่ปุ่น เช่น การเปลี่ยนผ่าน โลจิสติกส์ สู่ดิจิทัล และโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) โดยกล่าวว่า "ความไว้วางใจ" ระหว่างผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย เป็นสิ่งจำเป็นในการบรรลุเครือข่ายห่วงโซ่ อุปทานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน

การอภิปรายและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ภายหลังการอภิปรายได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างจริงจังและกระตือรือร้นในประเด็นการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยคุณเพอร์รี เฟอร์เรอร์ ได้เสนอ "ความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานร่วมกัน" ด้านคุณฮันส์ ลูคิแมน (Mr. Hans LUKIMAN, Head of Permanent Committee for Asia Pacific) จากสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (KADIN) ได้เสนอ "การสร้างกลไกที่ช่วยให้แรงงาน สามารถนำทักษะกลับมาต่อยอดและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศของตนได้หลังจากเดินทางกลับ" ส่วนคุณเหงียน วู เกียน (Mr. Nguyen Vu KIEN, Official, International Relations Department) จากสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) ได้เสนอ "การจัดวางระบบติดตาม (Tracking) ในห่วงโซ่อุปทาน"
ซึ่งทางคุณยูมิโกะ ฮาตะ (Ms. Yumiko HATA, Director, Asia and Pacific Division) จากกระทรวง เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (METI) ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อข้อเสนอแนะ จากประเทศต่างๆ พร้อมทั้งแสดงเจตนารมณ์ว่า "จะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเสริมสร้างความมั่นคง ทางพลังงานและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน โดยประสานความร่วมมือกับสภาหอการค้าของแต่ละ ประเทศอย่างใกล้ชิด"
เพื่อเป็นการประมวลผลลัพธ์จากการหารือดังกล่าว ในช่วงท้ายของการประชุม คุณมาซุโอะ คุเรมูระ ประธานในที่ประชุมจึงได้นำเสนอ "แถลงการณ์ร่วมคณะทำงาน DISG" ซึ่งมีเสาหลักเป็น 5 สาขาความสำคัญผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และที่ประชุมได้รับรองในที่สุด

ที่มาของการประกาศแถลงการณ์ร่วม
ในขณะที่อาเซียนยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานพลังงานที่มีจุดเริ่มต้นจากช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างอุตสาหกรรมที่มาพร้อมกับการใช้ AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ต่างส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในภูมิภาค ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ญี่ปุ่นและอาเซียนจึงได้ร่วมกันจัดทำแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ขึ้น เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นร่วมกัน
ประเด็นสำคัญของแถลงการณ์ร่วม
แถลงการณ์ร่วมนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือภายในภูมิภาคใน 5 สาขาความสำคัญหลัก ดังต่อไปนี้:
(1) การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น: ร่วมแบ่งปันความตระหนักรู้ว่า การรักษาความมั่นคงและ ความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงวัสดุและเทคโนโลยี ที่มีความสำคัญเป็นสิ่งจำเป็น ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยจะเดินหน้ายกระดับระบบการผลิต โลจิสติกส์ และการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศ ต่างๆ ในอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและกระจาย ความเสี่ยง
(2) ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: ร่วมแบ่งปันความตระหนักรู้ว่า ท่ามกลาง สถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่แน่นอน การเสริมสร้างความร่วมมือที่เกื้อกูลกันและกันเป็นสิ่ง สำคัญ โดยเฉพาะในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI รวมถึงพลังงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ด้านความ ร่วมมือผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการส่งเสริมการลงทุน
(3) ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและพลังงานแห่งอนาคต: มุ่งเป้าความสำเร็จ ร่วมกันระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการลดคาร์บอน โดยจะเสริมสร้างความร่วมมือทาง เทคโนโลยีและจัดตั้งระบบการจัดหาพลังงานในสาขาพลังงานแห่งอนาคต เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และเตาปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) พร้อมทั้ง ผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) และใช้ประโยชน์จากกรอบ ความร่วมมือ AZEC และภาคีพันธมิตรเพื่อความยืดหยุ่นในการจัดหา พลังงานและทรัพยากร แห่งเอเชีย (POWERR Asia) เพื่อมุ่งมั่นยกระดับความยืดหยุ่น ด้านพลังงานของภูมิภาคโดยรวม
(4) การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและการยกระดับอุตสาหกรรม: กำหนดให้การเปลี่ยนผ่าน สู่ดิจิทัล (DX) และการเปลี่ยนแปลงที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (GX) เป็นกุญแจสำคัญในการเติบโต ทางเศรษฐกิจและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรม โดยจะส่งเสริม ความร่วมมือระหว่างองค์กรธุรกิจและ Open Innovation ในสาขาต่างๆ เช่น AI การใช้ประโยชน์ จากข้อมูลและยานยนต์แห่งอนาคต มุ่งเป้าสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีต้นกำเนิดจากอาเซียน ผ่านความร่วมมือของบริษัทขนาดใหญ่ SMEs สตาร์ตอัป และมหาวิทยาลัย
(5) การพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่และการช่วยเหลือสังคมในภูมิภาค: บนพื้นฐานความตระหนักรู้ ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้คนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการ บรรลุการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำรุ่นใหม่ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นและอาเซียน เพื่อสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลายและ ยอมรับความแตกต่าง
กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ
ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม หลังจากคุณมาซุโอะ คุเรมูระ ประธานกล่าวเปิดงานแล้ว ได้มีการนำเสนอ ข้อมูลเกี่ยวกับ 4 เสาหลักที่เป็นสาขาความสำคัญของความร่วมมือระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่น ได้แก่ "การสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน" "การร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม" "การลงทุนด้านดิจิทัลและ AI" และ "การเปลี่ยนผ่านพลังงาน"
ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ในส่วนของการสร้างความยืดหยุ่น ของห่วงโซ่อุปทานได้มีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการสนับสนุนการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรมผ่านการหารือกับประเทศหลักในอาเซียน ทั้งนี้ได้มีการแนะนำผลสำเร็จของกิจกรรม "Fast Track Pitch" (มีผู้สมัคร 410 ราย และผู้เข้าร่วม 776 ราย) สำหรับการส่งเสริมการร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมซึ่งจัดขึ้นใน 4 ประเทศโดยรอบ รวมถึงงาน "Young Leaders Summit" นอกจากนี้ ในส่วนของการลงทุนด้านดิจิทัล และ AI ได้ระบุถึงความจำเป็นของ Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนในด้านพลังงานได้มีการนำเสนอ แนวคิด "AZEC พลัส (AZEC Plus)" ซึ่งเป็นการเพิ่มมุมมองด้านความมั่นคงเข้าไปในกรอบความร่วมมือ พันธมิตรในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์แห่งเอเชีย (Asia Zero Emission Community: AZEC) จากเดิมที่เป็นกรอบการขับเคลื่อนการลดคาร์บอน ในตอนท้ายประธานได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ผลักดันกรอบการทำงานเหล่านี้ไปสู่โครงการและการหารือที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ถัดมาในส่วนที่ 1 ของการปาฐกถาพิเศษ ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat Business School) ได้บรรยายในหัวข้อ "ความท้าทายและ ความคาดหวังของความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่น" โดยได้ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลัง เปลี่ยนผ่านจากการ "เน้นประสิทธิภาพเป็นหลัก" ไปสู่การ "ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและ ความยืดหยุ่น" พร้อมระบุว่าความหมายของความยืดหยุ่นนั้นแตกต่างกันไปตามจุดยืนของแต่ละประเทศ และองค์กรธุรกิจ พร้อมกันนี้ได้เสนอแนะประเด็นสำคัญ 3 ประการสำหรับภาคธุรกิจ ได้แก่
1) การทำความเข้าใจจุดแข็งของแต่ละประเทศและภูมิภาค 2) การประเมินพื้นที่สำคัญบนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และ 3) การสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ของภูมิภาคอุตสาหกรรม และองค์กรธุรกิจ ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้านประสิทธิภาพทางต้นทุน
จากนั้น คุณยูตะ โอคุยามะ (Mr. Yuta OKUYAMA, Chief of Staff, President Office) จากสถาบันวิจัย เศรษฐกิจสำหรับอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ได้บรรยายในหัวข้อ "จากภาวะวิกฤตสู่กลยุทธ์: มุ่งสู่ความร่วมมืออาเซียน-ญี่ปุ่นยุคใหม่และการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในภูมิภาค" โดยได้ นำเสนอการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน และการสนับสนุนการเสริมสร้างฟังก์ชันแพลตฟอร์มอาเซียน-ญี่ปุ่น ผ่านการเสวนาอย่างไม่เป็นทางการลู่ 1.5 (Track 1.5 Dialogue) ระหว่างภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้ง แนะนำแนวคิดกลยุทธ์การสำรองน้ำมันในอาเซียนที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้แสดงทิศทาง ในอนาคตที่จะมุ่งขับเคลื่อนแนวทางความร่วมมือเพื่อมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียน
การนำเสนอภาพรวมจากประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย
จากนั้น หลังเสร็จสิ้นช่วงถาม-ตอบ ได้เข้าสู่การประชุมส่วนที่ 2 โดยมี คุณเพอร์รี เฟอร์เรอร์ (Mr. Perry FERRER, President) ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งฟิลิปปินส์ (PCCI) ขึ้นบรรยาย โดยในเบื้องต้นได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญ เช่น คุณภาพของ โครงสร้างพื้นฐานที่ยังต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพายุไต้ฝุ่น ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ในทางกลับกันได้แนะนำจุดแข็งใหม่ของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างประชากรรุ่นใหม่ ตลอดจนมูลค่าเชิงยุทธศาสตร์จากแนวคิด "ระเบียงเศรษฐกิจลูซอน" ภายใต้ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐฯ-ฟิลิปปินส์และทรัพยากรซิลิกาที่มี ความบริสุทธิ์สูง โดยได้กล่าวสรุปด้วยการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างสองประเทศ ซึ่งญี่ปุ่น เป็นผู้สนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ในขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นผู้จัดหาแรงงานและแร่ธาตุสำคัญ
ลำดับถัดมา คุณวรทัศน์ ตันติมงคลสุข กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (TCC) ได้ขึ้นบรรยายโดยชี้ว่า ห่วงโซ่อุปทานกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านอันเนื่องมาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความวุ่นวายของการขนส่งทางทะเล พร้อมทั้งได้เสนอแนะให้ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของภูมิภาคลุ่มน้ำโขงซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเอเชียตะวันออกและอาเซียนในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงเส้นทางบกและทางทะเลผ่านความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ตลอดจนการเพิ่ม ประสิทธิภาพการขนส่งทางรถบรรทุก นอกจากนี้ ยังได้ระบุถึงสาขาความสำคัญเร่งด่วนของความร่วมมือ อาเซียน-ญี่ปุ่น เช่น การเปลี่ยนผ่าน โลจิสติกส์ สู่ดิจิทัล และโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) โดยกล่าวว่า "ความไว้วางใจ" ระหว่างผู้มี ส่วนได้ส่วนเสีย เป็นสิ่งจำเป็นในการบรรลุเครือข่ายห่วงโซ่ อุปทานที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน
การอภิปรายและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ภายหลังการอภิปรายได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างจริงจังและกระตือรือร้นในประเด็นการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยคุณเพอร์รี เฟอร์เรอร์ ได้เสนอ "ความจำเป็นในการสร้างความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานร่วมกัน" ด้านคุณฮันส์ ลูคิแมน (Mr. Hans LUKIMAN, Head of Permanent Committee for Asia Pacific) จากสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (KADIN) ได้เสนอ "การสร้างกลไกที่ช่วยให้แรงงาน สามารถนำทักษะกลับมาต่อยอดและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศของตนได้หลังจากเดินทางกลับ" ส่วนคุณเหงียน วู เกียน (Mr. Nguyen Vu KIEN, Official, International Relations Department) จากสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนาม (VCCI) ได้เสนอ "การจัดวางระบบติดตาม (Tracking) ในห่วงโซ่อุปทาน"
ซึ่งทางคุณยูมิโกะ ฮาตะ (Ms. Yumiko HATA, Director, Asia and Pacific Division) จากกระทรวง เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่น (METI) ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อข้อเสนอแนะ จากประเทศต่างๆ พร้อมทั้งแสดงเจตนารมณ์ว่า "จะเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเสริมสร้างความมั่นคง ทางพลังงานและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน โดยประสานความร่วมมือกับสภาหอการค้าของแต่ละ ประเทศอย่างใกล้ชิด"
เพื่อเป็นการประมวลผลลัพธ์จากการหารือดังกล่าว ในช่วงท้ายของการประชุม คุณมาซุโอะ คุเรมูระ ประธานในที่ประชุมจึงได้นำเสนอ "แถลงการณ์ร่วมคณะทำงาน DISG" ซึ่งมีเสาหลักเป็น 5 สาขาความสำคัญผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และที่ประชุมได้รับรองในที่สุด
ที่มาของการประกาศแถลงการณ์ร่วม
ในขณะที่อาเซียนยังคงรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานพลังงานที่มีจุดเริ่มต้นจากช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างอุตสาหกรรมที่มาพร้อมกับการใช้ AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ต่างส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในภูมิภาค ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ญี่ปุ่นและอาเซียนจึงได้ร่วมกันจัดทำแถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ขึ้น เพื่อสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นร่วมกัน
ประเด็นสำคัญของแถลงการณ์ร่วม
แถลงการณ์ร่วมนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงความร่วมมือภายในภูมิภาคใน 5 สาขาความสำคัญหลัก ดังต่อไปนี้:
(1) การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น: ร่วมแบ่งปันความตระหนักรู้ว่า การรักษาความมั่นคงและ ความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงวัสดุและเทคโนโลยี ที่มีความสำคัญเป็นสิ่งจำเป็น ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยจะเดินหน้ายกระดับระบบการผลิต โลจิสติกส์ และการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศ ต่างๆ ในอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานและกระจาย ความเสี่ยง
(2) ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: ร่วมแบ่งปันความตระหนักรู้ว่า ท่ามกลาง สถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่แน่นอน การเสริมสร้างความร่วมมือที่เกื้อกูลกันและกันเป็นสิ่ง สำคัญ โดยเฉพาะในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI รวมถึงพลังงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ด้านความ ร่วมมือผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการส่งเสริมการลงทุน
(3) ความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและพลังงานแห่งอนาคต: มุ่งเป้าความสำเร็จ ร่วมกันระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการลดคาร์บอน โดยจะเสริมสร้างความร่วมมือทาง เทคโนโลยีและจัดตั้งระบบการจัดหาพลังงานในสาขาพลังงานแห่งอนาคต เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพ เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) และเตาปฏิกรณ์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) พร้อมทั้ง ผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) และใช้ประโยชน์จากกรอบ ความร่วมมือ AZEC และภาคีพันธมิตรเพื่อความยืดหยุ่นในการจัดหา พลังงานและทรัพยากร แห่งเอเชีย (POWERR Asia) เพื่อมุ่งมั่นยกระดับความยืดหยุ่น ด้านพลังงานของภูมิภาคโดยรวม
(4) การส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมและการยกระดับอุตสาหกรรม: กำหนดให้การเปลี่ยนผ่าน สู่ดิจิทัล (DX) และการเปลี่ยนแปลงที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (GX) เป็นกุญแจสำคัญในการเติบโต ทางเศรษฐกิจและการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรม โดยจะส่งเสริม ความร่วมมือระหว่างองค์กรธุรกิจและ Open Innovation ในสาขาต่างๆ เช่น AI การใช้ประโยชน์ จากข้อมูลและยานยนต์แห่งอนาคต มุ่งเป้าสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีต้นกำเนิดจากอาเซียน ผ่านความร่วมมือของบริษัทขนาดใหญ่ SMEs สตาร์ตอัป และมหาวิทยาลัย
(5) การพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่และการช่วยเหลือสังคมในภูมิภาค: บนพื้นฐานความตระหนักรู้ ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้คนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการ บรรลุการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยจะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำรุ่นใหม่ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นและอาเซียน เพื่อสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลายและ ยอมรับความแตกต่าง


