“พิพัฒน์”ปักหมุดปีใหม่ 70 ใช้”ตั๋วร่วม”รถไฟฟ้าทุกสายพร้อมเริ่มค่าโดยสารร 17-45 บาทต่อเที่ยวหลังคุย”ชัชชาติ”ปมโอนสายสีเขียวให้รฟม. ยังจ้างบีทีเอสเดินรถไม่กระทบสัมปทานปี72 มอบกรุงไทย คุมเคลียริ่งเฮาส์ เร่งติด EMV ใช้แทนแรบบิท กลางปี 70 ขยายสู่รถเมล์และเรือ ส่วนส.ค.นี้พร้อมเปิดวิ่ง”M6, M82 ตลอดสาย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม จะเร่งออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เพื่อผลักดันให้สามารถใช้ระบบตั๋วร่วมและมาตรการอัตราค่าโดยสารรถฟ้า 17 - 45 บาทต่อเที่ยว โดยเก็บค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเดินทางกี่ต่อ ส่วนรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งปัจจุบันใช้อัตราสูงสุด 40 บาทตลอดสาย จะยังคงใช้มาตรการเดิมต่อไป กรณีเดินทางจากสายสีแดงหรือจากสีม่วง ไปเชื่อมกับรถไฟฟ้าสายอื่น จะเข้าสู่ระบบค่าโดยสาร 17-45 บาท ซึ่งจะให้เริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นของขวัญปีใหม่ 2570
ทั้งนี้ จากที่ได้หารือกับกระทรวงการคลัง ได้ข้อสรุปให้ธนาคารกรุงไทย เข้ามาเป็นผู้บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) และพัฒนาในส่วนของระบบชำระเงินให้กับรถไฟฟ้าสายสีเขียว จากระบบแรบบิท มาเป็นมาตรฐาน EMV (Europay, Mastercard และ Visa) Contactless Payment รวมถึงงแนวทางการชดเชยค่าโดยสารในแต่ละปี และแหล่งเงินที่จะนำมาชดเชยจากไหนบ้าง ทางกรมการขนส่งทางราง (ขร.) จะทำการบ้านมาเสนอ แต่เป้าหมายให้เริ่มใช้ระบบตั๋วร่วม และค่าโดยสารร่วม 17-45 บาทต่อเที่ยว ในปีใหม่ 2570
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แล้วว่า จะร่วมกับผลักดันระบบตั๋วร่วมในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อขยาย ที่กทม.ได้มีสัญญาจ้างเดินรถกับ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ถึงปี 2585 ส่วนเส้นทางสัมปทาน ที่จะหมดสัญญาในปี 2572 จะไม่ซื้อคืนแต่อย่างใด สัญญาของบีทีเอสยังคงอยู่ แต่แนวทางจะเป็นกทม.โอนให้กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้บริหารจัดการ Single Ownership และจ้างผู้ประกอบการเดิมให้บริการต่อไป ไม่ยุ่งกับสัญญาสัมปทานของบีทีเอส เพราะบีทีเอสยังคงเดินรถเหมือนเดิม และเอกชนทุกรายมีหน้าที่จัดการเดินรถให้เพียงพอต่อจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นจากนโยบายตั๋วร่วมด้วย
“ตอนนี้ ยังเหลือที่ รฟม.จะต้องเจรจากับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าทั้ง บีทีเอส และ BEM คือ ส่วนแบ่งรายได้เนื่องจากปริมาณผู้โดยสารส่วนเกินที่เกิดขึ้นใหม่ (Induced Passenger) เพราะเมื่อเป็นระบบตั๋วรวมและค่าโดยสาร 17-45 บาทต่อเที่ยว จะมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ดังนั้นผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้ต้องตกลงกว่าจะแบ่งให้รัฐอย่างไร เช่น ปกติเคยมีผู้โดยสาร 1 ล้านคน แต่เมื่อมีตั๋วร่วมทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 1.2 ล้านคน ส่วนเกิน 2 แสนคน จะเบ่งผลประโยชน์กันอย่างไร”
@กลางปี 70 ขยายเชื่อมรถเมล์และเรือ
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตากนั้นในช่วงกลางปี 2570 จะขยายระบบตั๋วร่วมไปยังรถโดยสารขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) โดยตามแผน ขสมก.มีกำหนดรับมอบรถโดยสารปรับอากาศใช้พลังงานไฟฟ้า (รถเมล์EV) จำนวน 1,520 คัน ในเดือนมี.ค.-มิ.ย.70 และจะครอบคลุมไปถึงรถร่วมฯเอกชนด้วย โดยมอบหมายให้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปดำเนินการปรับเส้นทางเดินรถเมล์ให้สั้นลง ลดการวิ่งซ้ำซ้อน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบราง
รวมถึงจะขยายไปถึงการเดินทางเรือโดยสาร โดยจะเริ่มจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งขณะนี้กรมเจ้าท่า (จท.) กำลังพัฒนา Smart Pier จำนวน 29 ท่า ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในกลางปี 2570
“เป้าหมายในปี 2570 จะให้ระบบตั๋วร่วมขยายจากรถไฟฟ้าไปครอบคลุมการเดินทางด้วย รถโดยสารประจำทางและเรือโดยสาร ทำให้การเดินทางเชื่อมต่อทั้ง ราง-ล้อ-เรือ เป็นระบบเดียวกันได้สะดวกยิ่งขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมให้ระบบรางเป็นทางเลือกหลักของการเดินทางในชีวิตประจำวัน “
@ส.ค.เปิดวิ่ง”M6, M82 ตลอดสาย
นอกจากนี้ ภายในเดือนส.ค. 2569 กระทรวงคมนาคมเตรียมเปิดทดลองให้บริการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 หรือ มอเตอร์เวย์ (M6) ช่วง “บางปะอิน – นครราชสีมา ช่วง บางปะอิน-ปากช่อง ช่วงวันศุกร์,เสาร์,อาทิตย์ และเปิด M82 ทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ทดลองใช้ ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ช่วงปลายเดือนส.ค. ทำให้สามารถวิ่งได้แบบตลอดสาย ตั้งแต่ บางขุนเทียน-เอกชัย-บ้านแพ้ว โดยอาจจะยังขึ้น-ลง ไม่ได้บางจุด โดยจะเปิดได้ทุกทางขึ้นลง ได้ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2570


