xs
xsm
sm
md
lg

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ มิ.ย. 69 ฟื้นตัวในรอบ 4 เดือน แนะรัฐสร้างสมดุลโครงสร้างค่าไฟ-จับตาสินค้าทุ่มตลาด-หนุน MiT

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เดือนมิถุนายน 2569 ฟื้นตัวรอบ 4 เดือนนับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รับแรงหนุนไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลดลง พร้อมเสนอแนะภาครัฐในการสร้างความสมดุลระหว่างโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า ความสามารถในการแข่งขัน และสังคมคาร์บอนต่ำให้ชัดเจน รวมทั้งจับตาสินค้านำเข้าทุ่มตลาด ส่งเสริมการใช้สินค้า MiT

นายวิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.7 ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ มาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 43,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงกลางปีของผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 และการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศปรับลดลง บรรเทาต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของภาคอุตสาหกรรม, โครงการ Thailand FastPass ช่วยเร่งรัดการลงทุน จำนวน 25 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 223,000 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดให้เกิดการลงทุนรวมมากกว่า 700,000 ล้านบาท สร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 37.6 ตามการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในตลาดโลก ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.0 ต่อปี ลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในเดือนมิถุนายน 2569 มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขยายรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ อาทิ ซอสปรุงรสและผลิตภัณฑ์มะพร้าว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของผู้ประกอบการในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย เม็กซิโก และเวียดนาม ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดัน สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization: CapU) ที่ชะลอตัวลงตามคำสั่งซื้อที่ลดลงในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดรถกระบะยังคงได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ความต้องการจากตลาดต่างประเทศลดลงร้อยละ 12.31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่อง


ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.8 ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่ต้องติดตาม ดังนี้

ในด้านปัจจัยบวก มาตรการโซลาร์ภาคประชาชน และแผนปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรา Section 301 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นด้านแรงงาน (Labor Force) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณา ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น

ความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

ส.อ.ท.จัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมจากผลการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะต่อไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ เดือนมิถุนายน 2569
1. เสนอให้ภาครัฐมีการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการสร้างความสมดุลระหว่างโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า ความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำให้ชัดเจน ควบคู่กับการบูรณาการการทำโครงการภายใต้วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาทให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเร่งศึกษาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้า SMR, ไฮโดรเจน ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

2. เสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังสินค้านำเข้าในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายทุ่มตลาด (Early Warning) ทั้งในมิติของปริมาณการนำเข้าและราคาสินค้าที่ผิดปกติ เพื่อใช้เป็นกลไกสนับสนุนภาคเอกชนด้านข้อมูลสำหรับยื่นคำร้องเปิดการใช้มาตรการทางการค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

3. เสนอให้ภาครัฐออกแคมเปญรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทย ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ Made in Thailand (MiT) เช่น การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าไทยไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษี เป็นต้น เพื่อส่งเสริมและขยายโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย