xs
xsm
sm
md
lg

ยุติไฮสปีด 3 สนามบิน! รฟท.แยกทาง “ซีพี.” EEC ปรับสเกลรถไฟความเร็วปานกลาง อัปเกรดทางคู่ - PPP เดินรถเชื่อมอู่ตะเภา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รฟท.แยกทางซี.พี.ยุติ"ไฮสปีด 3 สนามบิน" ทางออก 'EEC'ลดสเกลปรับเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง 160 กม./ชม. อัปเกรดทางคู่สายตะวันออกติดระบบรถไฟฟ้าวิ่งเชื่อมอู่ตะเภา ใช้สายสีแดงวิ่งทะลุ”ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ” ส่วนเดินรถเปิดโมเดล”PPP หรือให้เช่าราง”คาดปลายเดือนก.ค.พร้อมชง กพอ.

นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544 ล้านบาท ว่า สกพอ.และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้มีการหารือร่วมกันถึงกรณีที่ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้และสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรฟท.กับบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซี.พี.) ผู้รับสัมปทานมีอันต้องสิ้นสุดลง แต่ระบบรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ยังต้องมี ดังนั้น จะต้องหาโครงการที่จะมาทดแทน และสามารถดำเนินการได้เร็ว เพราะตอนนี้ สนามบินอู่ตะเภาเมืองการบินเริ่มดำเนินการแล้ว และประเมินว่า หากยังเป็นรถไฟความเร็วสูงเหมือนเดิม จะต้องดำเนินการประมูลใหม่ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี และค่าก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

จากการหารือร่วมกับรฟท. ได้หลักการร่วมกันว่า จะมีการปรับรูปแบบการเชื่อมระหว่าง 3 สนามบิน จากรถไฟความเร็วสูง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยรฟท.จะต้องปรับปรุงด้านโยธาโครงสร้างพื้นฐานของเส้นทางรถไฟสายตะวันออกขนาด 1 เมตรตะวันออกที่มีปัจจุบัน และอาจต้องปรับยกระดับในบางช่วงเพื่อแก้ปัญหาจุดตัดกับถนน เพื่อให้สามารถรองรับรถไฟความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ และติดระบบไฟฟ้าไปถึงอู่ตะเภาสำหรับขบวนรถที่เป็นระบบไฟฟ้า ซึ่งวิธีนี้ ทำได้เร็วและสามารถเปิดเดินรถได้ใน 4 ปี ใกล้เคียงกับการเปิดใช้สนามบินอู่ตะเภาเมืองการบิน

“รูปแบบนี้ สามารถทำได้เร็ว และใช้เงินลงทุนต่ำกว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีกรอบวงเงินโครงการในส่วนที่รัฐจะต้องทยอยจ่ายค่าร่วมลงทุนงานโยธา ตามเงื่อนไขเดิม รัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูงรวมเป็นเงิน 149,650 ล้านบาท หรือลดเหลือไม่เกิน 120,000 ล้านบาท หากแก้ไขสัญญา”สร้างไปจ่ายไป” ซึ่งวงเงินดังกล่าวคาดว่าใช้สำหรับการปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางรถไฟขนาด 1 เมตร จากหัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา และติดตั้งระบบจ่ายไฟฟ้าเหนือหัวแล้ว ยังเหลือสำหรับขยายทางรถไฟไปถึงระยองได้อีก”


@เร่งรัด สีแดง Missing Link “บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก”

รถไฟเชื่อม 3 สนามบินโมเดลใหม่ จะเปลี่ยนจากโครงการเดิมที่ต้องก่อสร้างโครงสร้างทางใหม่ ก่อสร้างสถานีใหม่ทั้งหมด มาเป็นการใช้ทางรถไฟที่มีอยู่ โดยนำมาบูรณาการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เริ่มจากดอนเมืองเข้ามาที่บางซื่อ จะใช้โครงข่ายรถไฟสายสีแดง ,ช่วงจากบางซื่อ-พญาไท รฟท.ต้องเร่งรัดโครงการสายสีแดง (Missing Link) ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก ซึ่งช่วงนี้มีแอร์พอร์ตเรลลิงก์ร่วมด้วย จากพญาไท- มักกะสัน -สุวรรณภูมิ แต่แอร์พอร์ตลิงก์มีขนาดราง 1.435 เมตร ดังนั้นรฟท.อาจต้องพิจารณาว่าจะปรับปรุงเพิ่มรางขนาด 1 เมตรเข้าไปด้วยได้หรือไม่ เพื่อให้รถไฟสีแดงวิ่งเข้าสู่มักกะสันไปจนถึงสุวรรณภูมิ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารต้องเปลี่ยนระบบหลายครั้ง ขณะที่แอร์พอร์ตลิงก์เองก็ถึงเวลาที่ต้องซ่อมบำรุงใหญ่แล้วด้วย ส่วนจากสุวรรณภูมิไปอู่ตะเภา ปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟทางคู่สายตะวันออกอยู่แล้ว

สำหรับรูปแบบการเดินรถจะมี 2 แนวทาง คือ 1. เปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุนบริหารจัดการเดินรถ รูปแบบ PPP Net Cost หรือ 2. ให้เอกชนเช่าใช้ราง โดยรฟท.คิดค่าใช้ประโยชน์ราง (Access Charge) ซึ่งดำเนินการได้แล้วตามพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 ซึ่งเอกชนที่สนใจรวมถึง บริษัท เอเชีย เอรา วัน ยังสามารถเข้าร่วมประมูลแข่งขันได้เช่นกัน เพราะการสิ้นสุดสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย และจะสามารถมีบริการรถไฟหลากหลายทั้ง รถไฟฟ้าชานเมือง (Commuter train) ,รถไฟในเมือง (Urban Train) และรถไฟระหว่างเมือง (Intercity Train) สามารถจัดขบวนรถธรรมดาที่จอดทุกสถานี หรือรถด่วนที่จอดบางสถานี


“ยืนยันโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง -สุวรรณภูมิ -อู่ตะเภา) ยังต้องมีต่อไป แม้ต้องสิ้นสุดสัญญากับซี.พี.เพียงแต่จะต้องปรับวิธีดำเนินการ เพราะโครงการนี้ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ในการเชื่อมโยงการเดินทางในพื้นที่ EEC สนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ รวมถึงการลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาตามแนวเส้นทางตั้งแต่ กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ศรีราชา พัทยา ชลบุรี และยังใช้ประโยชน์พื้นที่เวนคืน บริเวณฉะเชิงเทราเป็นเดปโป้ได้”

นายจุฬากล่าวว่า ในการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ระหว่าง สกพอ.รฟท.และบ.เอเชีย เอราวัน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ได้หารือร่วมกันแล้วว่า หากคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ กพอ.(บอร์ดอีอีซี) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน พิจารณาแล้ว ไม่เห็นชอบเรื่องแก้ไขสัญญา และเมื่อโครงการไม่คุ้มค่าไม่สามารถไปต่อได้ ในขั้นตอนต่อไปทางเอกชนสามารถใช้สิทธิ์แจ้งสิ้นสุดสัญญาได้

โดยในระหว่างนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ในวันที่ 15 ก.ค.2569 และการประชุมคณะกรรมการกำกับรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในวันที่ 21 ก.ค. 2569 ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนก่อนเสนอ กพอ. ซึ่งคาดว่าจะป็นช่วงปลายเดือนก.ค. นี้ ซึ่งกำหนดการที่ชัดเจนจะขอหารือกับนายกฯในฐานะประธานกพอ.ก่อน


@รถไฟกางความพร้อม ทางคู่สายตะวันออก เชื่อม”ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา”

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าฯรฟท.กล่าวว่า หากต้องสิ้นสุดสัญญากับ ซี.พี. ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเปิดประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินใหม่หรือไม่ ซึ่งกรณีไม่เปิดประมูลใหม่เพราะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี มีแนวทางการพัฒนารถไฟสายตะวันออก ขึ้นมารองรับการเดินทางสู่อีอีซีและสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งปัจจุบันเส้นทางรถไฟสายตะวันออกจากกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา เป็นรถไฟทางคู่แล้ว ส่วนจากศรีราชา-จุกเสม็ด (ใกล้สนามบินอู่ตะเภา) ยังเป็นทางเดี่ยว โดยมีรถไฟโดยสารบริการ วันจันทร์-ศุกร์ 1 ขบวน/วัน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ มีบริการ 2 ขบวน /วัน ซึ่งความจุทางยังรองรับขบวนรถได้อีกมาก