xs
xsm
sm
md
lg

สร.กฟผ.พบ “อรรถวิชช์”ผลักดันกฟผ. “ปลดโซ่ตรวน”ให้กลับมาทำหน้าที่เต็มที่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สร.กฟผ.ดอดพบ “อรรถวิชช์”ฟังชี้แจง “เสือนอนกิน”พร้อมร่วมเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทยเพื่อให้กฟผ.
ด้านอรรถวิชช์จี้หั่นอำนาจกกพ.ฟื้นศักยภาพการผลิตไฟของกฟผ. -ลดเอกชนผูกขาด

วันนี้ (3 มิถุนายน 2569 ) นายนเรนทร์ฤทธิ์ สอาดวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) พร้อมทีมงาน สร.กฟผ. เข้าพบนายอรรถวิชช์ สุวรรณณกิตติ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อรับฟังคำชี้แจงกรณี นายอรรถวิชช์ฯ กล่าวอ้างว่า “กฟผ. เป็นเสือนอนกิน” พร้อมร่วมเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทยเพื่อให้ กฟผ. สามารถดำเนินบทบาทหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของไทยได้อย่างมีศักยภาพ


ซึ่งการเข้าพบของ สร.กฟผ. ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจ และชี้แจงว่า กฟผ. มีภารกิจในการผลิตและรับซื้อไฟฟ้าตามนโยบายและการกำกับของหน่วยงานภาครัฐ มิได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน เพียงแค่ให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยไม่เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะเท่านั้น พร้อมยืนยันว่า กฟผ. ดำเนินบทบาทหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของไทย ภายใต้การกำกับดูแลและนโยบายภาครัฐเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สร.กฟผ. มีแนวคิดว่า กฟผ. ควรมีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน โดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ยินดีให้การสนับสนุนเรื่องดังกล่าว พร้อมชี้แจงประเด็น “เสือนอนกิน” ด้วยว่า ในบริบทนี้หมายถึง กฟผ. เป็นเสือที่มีศักยภาพและควรได้ออกล่าอาหาร แต่กลับถูกล่ามโซ่เอาไว้ ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ปัจจุบันกฟผ.ถูกกำกับโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ทั้งที่กฟผ.มีกฎหมายของตัวเองอยู่แล้วและรัฐถือหุ้น 100%ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กำกับของกกพ.ที่ตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้โรงไฟฟ้าเอกชนแข็งแกร่งขึ้นเนื่องจากนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจกฟผ.ในอดีตแต่ปัจจุบันนโยบายไม่มีการขายการไฟฟ้าอีกต่อไปแล้วจึงไม่จำเป็นต้องให้กกพ.มากดศักยภาพของกฟผ.อีกต่อไปเราต้องให้กฟผ.กลับมาสร้างรายได้ให้คนไทยไม่ใช่ปล่อยให้เอกชนรวยผูกขาดต่อเนื่อง

หลังปี 2551 กกพ.ทำให้บทบาทกฟผ.ลดลงต่อเนื่องแต่เอกชนกลับโตขึ้นอย่างรวดเร็วและผูกขาดเช่นกรณีเปิดประมูลโรงไฟฟ้า 8,300เมกะวัตต์ในปี 2561ที่กกพ.วางเงื่อนไขไม่ให้กฟผ.เข้าประมูลโดยตรงจนองค์กรต้อง “บอนไซตัวเอง”ทั้งที่มีศักยภาพมากกว่า

นายอรรถวิชช์เสนอให้กฟผ.กฟน.และกฟภ.ที่เป็นของรัฐ 100%พ้นจากการกำกับของกกพ.และขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีพร้อมปรับบทบาทกกพ.เป็นเพียงฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)

นอกจากนี้ยังย้ำจุดยืนคัดค้านการแยกภารกิจ System Operation (SO)ออกจากกฟผ.โดยระบุว่าSOคือ “ไม้อาญาสิทธิ์”ในการควบคุมระบบไฟฟ้าหากถูกดึงออกไปจะยิ่งล่ามโซ่กฟผ.และลดบทบาทขององค์กรลงส่วนข้อเสนอเรื่องภาระค่าไฟส่องสว่างสาธารณะโดยเสนอให้กฟผ.รับผิดชอบผ่านกลไกPublic Service Obligation (PSO)แทนการผลักภาระให้ประชาชนหรือใช้งบประมาณแผ่นดินพร้อมยืนยันว่าจะไม่กระทบผลประกอบการหรือโบนัสพนักงานเพราะสามารถบันทึกเป็นภารกิจบริการสาธารณะได้เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจอื่น

ทั้งนี้ผลการหารือถือเป็นนิมิตหมายที่ดีเนื่องจากทุกฝ่ายมีข้อสรุปร่วมกันอย่างเป็นเอกฉันท์พร้อมผลักดันให้กฟผ.กลับมามีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและเตรียมเดินหน้ายกร่างกฎหมายเพื่อปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายของกฟผ.ในลำดับต่อไป