xs
xsm
sm
md
lg

รฟท.เซ็นจ้าง”อนันต์”ผู้ว่าฯคนที่ 21 ลุยงานด่วนเพิ่มพนักงาน 2,850 คน เป้าเพิ่มรายได้ปีละ10% ลดขาดทุน EBITDA ปีละ 500 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รฟท.เซ็นสัญญาจ้าง "อนันต์ โพธิ์นิ่งแดง" เป็นผู้ว่าฯ คนที่ 21 บอร์ดตั้งเป้าด่วนเพิ่มพนักงาน 2,850 อัตรา วางแผนเพิ่มรายได้ปีละ 10% ลดขาดทุน EBITDA ให้ได้ปีละ 500 ล้านบาท ปรับบริการรถชั้น 3 ติดแอร์ เก็บค่าธรรมเนียม ดันรัฐชดเชย PSO ให้ผ่านบัตรคนจนโดยตรงลดภาระการเงิน

วันที่ 29 มิถุนายน 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จัดพิธีลงนามสัญญาว่าจ้าง นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย คนใหม่ (คนที่ 21) โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.เป็นผู้ลงนามในสัญญาว่าจ้าง และมีผู้แทนฝ่ายบริหาร รวมถึงสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ (สร.รฟท.) เข้าร่วม แสดงความยินดี

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ประธานบอร์ดรฟท.กล่าวว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานร่วมกันและขับเคลื่อนการรถไฟฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของรถไฟที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นช่วงที่เตรียมสำหรับเทคออฟองค์กร ทั้งการเดินรถ และการเปิดให้เอกชนเช่าราง ตามพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 และการพัฒนาทรัพย์สินที่จะช่วยสร้างรายได้เพิ่ม ซึ่งจะเร่งหารือเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารทรัพย์สินโดย บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ส่วนงานก่อสร้างโครงการต่างๆที่ล่าช้า ได้ให้ผู้ว่าฯรฟท.ติดตามและเร่งแก้ปัญหา ทั้งการเข้าพื้นที่ก่อสร้าง รวมถึงโครงการที่เตรียมก่อสร้างทั้งสายสีแดงส่วนต่อขยาย และสีแดง Missing link

โดยเรื่องเร่งด่วนเป้าหมายแรกที่บอร์ดรฟท.ต้องการให้ผู้ว่าฯรฟท.ผลักดันให้สำเร็จ คือ ติดตามนโบายการเพิ่มพนักงานจำนวน 2,850 อัตรา เพราะเรื่องบุคลากรเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร และมีผลต่อการการบริการและก่อสร้างต่างๆ ดังนั้นรฟท.ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อมในการนำเสนอ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า หลังจากลงนามสัญญาแล้ว 30 วัน คนจะเสนอแผนต่อบอร์ดรฟท. โดยจะแผนช่วง 3 เดือนก่อนปิดงบประมาณปี 69 (ก.ค.-ก.ย.68) หากมีข้อท้วงติงจะนำไปปรับปรุง ส่วนแผนปี 2570 จะมีการนำเสนอต่อไป โดยกำหนดเป็นตัวชี้วัด (KPI) เช่น 1 . การติดตามรายได้จากการบริหารทรัพย์สิน 2. การเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้า ICD เพื่อชิฟโหมดการขนส่งจากถนนสู่รางตามนโยบายรัฐบาล 3. การซ่อมรถจักร ล้อเลื่อนให้เร็วเพื่อนำรถมาบริการหารายได้ ซึ่งจะประเมินผลการทำงานทุก 6 เดือน

“ในช่วงทำหน้าที่รักษาการฯผู้ว่าฯรฟท. ได้มีการผลักดันโครงการรถไฟสายสีแดง ส่วนต่อขยายซึ่งจะเร่งรัดการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน รวมถึงพัฒนาฟีดเดอร์เชื่อมต่อสายสีแดง , ผลักดันนโยบายเปิดให้เอกชนเช่าราง (Open Access) ใน Slot เดินรถทีว่างเพื่อใช้โครงสร้างที่มีให้เกิดประโยชขน์สูงสุด และ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งการเดินรถและงานก่อสร้างเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงภาระหนี้สินรฟท.ที่มีประมาณ 3.2 แสนล้านบาทจะแก้ไขอย่างไร นายอนันต์กล่าวว่า สาเหตุหนึ่งของหนี้สะสมมาจากการชดเชยค่าบริการเชิงสังคม (PSO) ที่ได้รับไม่ครบ สำหรับแผนฟื้นฟูการรถไฟฯจะเริ่มในปี 2571 ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง โดยปัจจุบันมีรายได้จากค่าโดยสารประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี รายได้ขนส่งสินค้า 2,000 ล้านบาท และรายได้จากทรัพย์สิน 3,700 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้แต่ละหมวดเติบโตปีละ 10%


นายอนันต์กล่าวว่า เป้าหมายเรื่องแก้หนี้สะสม อาจต้องใช้เวลา ดังนั้นเป้าหมายแรก ต้องลดผลขาดทุน Ebitda ปีละกว่า 4,000 ล้านบาท ให้ได้ก่อน ซึ่งตั้งเป้าลดขาดทุนอย่างน้อย 500 ล้านต่อปี โดยหารายได้เพิ่มจากโดยสารและสินค้า เปิดบริการใหม่ๆ และลดภาระค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับแผนการซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมซ่อมบำรุงทีละตู้ เป็นการซ่อมทั้งขบวนซึ่งนอกจากจะลดค่าซ่อมบำรุงแล้วยังทำให้มีขบวนรถพร้อมบริการ

ปรับปรุงรถโดยสารชั้น 3 (พัดลม) เป็นรถปรับอากาศพ่วงในขบวนที่ให้บริการ เป็นการยกระดับบริการและสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้เพิ่มขึ้น สุดท้ายคือการเร่งพัฒนาทรัพย์สิน ทำงานร่วมกับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

ถามว่า การรถไฟฯจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงด้วยหรือไม่ นายอนันต์กล่าวว่า ไม่มีนโยบายปรับขึ้นค่าโดยสาร แต่ภาพรวมของเรื่อง PSO นั้นมีหลักการแนวทางในการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อาจจะเป็นแนวทางลดภาระของรถไฟได้


@ผลักดันรถไฟทางคู่เฟส 2

ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,249 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุนรวมประมาณ 297,924 ล้านบาท นายอนันต์กล่าวว่า ในส่วนของสายใต้ 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงชุมพร - สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท , ช่วงสุราษฎร์ธานี– ชุมทางหาดใหญ่ – สงขลา ระยะทาง 321 กม. วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ ช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท ขณะนี้กำลังทบทวนปรับโครงสร้างและแนวเส้นทาง พื่อป้องกันปัญหาโดยเฉพาะน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคม

ส่วนอีก 3 เส้นทาง ได้แก่ ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย ระยะทาง 281 กิโลเมตร วงเงิน 81,143.24 ล้านบาท ช่วงเด่นชัย –เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กิโลเมตร วงเงิน 68,222.14 ล้านบาท ช่วงชุมทางถนนจิระ- อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กิโลเมตร วงเงิน 44,095.36 ล้านบาท มีการทบทวน ในประเด็นการเวนคืนพื้นที่ จากการปรับแนว รวมถึงจะมีการจัดลำดับความสำคัญของโครงการด้วยเพื่อปรับลดภาระการลงทุน ของรัฐบาล โดยในส่วนของรฟท.จะเสนอกรอบการใข้งบประมาณดำเนินการตามแนวทางที่โปร่งใสและรอบคอบ

“ปีนี้รฟท.วางแผนจะดำเนินการประมูลจัดจ้างที่ปรึกษาโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ในส่วนของการสำรวจอสังหาริมทรัพย์และเวนคืน ซึ่งตั้งงบประมาณปี 69-70 ไว้ส่วนการประมูลก่อสร้างงานโยธา คาดว่าจะเป็นปี 2570 “