"วราวุธ" ชี้โลกเข้าสู่ยุควิกฤตซ้อนวิกฤต “Poly Crisis” เตือนธุรกิจไทยตั้งรับ 3 เฟส ห่วงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว พร้อมแนะบริหารทรัพยากรตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจร.9 ปรับตัวธุรกิจรับกติกาใหม่ เพื่อสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาในงาน Sustain Daily Talk 2026 หัวข้อ "โลกป่วน เกมเปลี่ยน: ธุรกิจยั่งยืนได้อย่างไร" ว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง “โลกป่วน เกมเปลี่ยน” จึงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง เป็นการเผชิญภาวะ วิกฤตซ้อนวิกฤตหรือ"Poly Crisis" ประกอบด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การแข่งขันทางการค้า กฎระเบียบระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาคธุรกิจทั่วโลก ภูมิรัฐศาสตร์ โลกร้อนกระทบเศรษฐกิจไทย
“ ผมประเมินผลกระทบจาก Poly Crisis เป็น 3 ระยะ กล่าวคือระยะสั้น 1-2 ปี ที่ไทยต้องรับมือกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ น้ำมันที่ราคาแพงขึ้นจนอาจทำให้ การลงทุนที่อาจย้ายฐานการผลิต ส่วนโลกเดือดจากซูเปอร์เอลนีโญ คืบคลานมาจะเป็นปัจจัยหลักต่อภาคเกษตร และอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก เช่น Data Center“
ในระยะสั้น ไทยยังต้องเจอมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM กฎหมาย EUDR ว่าด้วยสินค้าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้ง Cyber Security Act ของสหภาพยุโรป หรือแม้แต่ ESA ของสหรัฐอเมริกา
ส่วนระยะกลาง 3-5 ปี คู่ค้าสำคัญทั่วโลกกำลังปฎิรูปโครงสร้าง Supply Chain บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จะกำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้มงวดขึ้น หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ UNFCCC และปฏิบัติตามมาตรฐานสากลได้ อาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก
ส่วนระยะยาว 5-10 ปี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วจะเกิดขึ้นแน่นอน ทรัพยากรอย่างน้ำ พลังงาน และที่ดินจะกลายเป็นปัจจัยด้านความมั่นคงใหม่ ขณะที่การแข่งขันทางการค้าจะเข้มข้นขึ้น หากประเทศไทยไม่บริหารทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน จะมีต้นทุนสูงจนกระทบความสามารถในการแข่งขัน
นายวราวุธ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนและเศรษฐกิจชะลอตัว ใบเบิกทางในการอยู่รอด คือ ESG และ Net Zero ไม่ใช่ภาระอีกต่อไป หากมอง ESG เป็นเพียงต้นทุน จะเห็นแต่ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงกระบวนการผลิต แต่หากมองเป็นโอกาส จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ เข้าถึง Green Finance เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างความได้เปรียบในตลาดโลกพร้อมเตือนว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัว อาจสูญเสียตลาดส่งออก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และที่น่ากลัวคือเราจะกลายเป็นสุสานอุตสาหกรรมเก่าที่ตกยุค
ทั้งนี้ รัฐบาลเดินหน้าสร้าง New Growth Engine และผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีสะอาด การยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็น Global Food Security Hub ควบคู่กับการพัฒนา SMEs ให้แข่งขันได้ในระดับสากลทั้งยังเดินหน้าตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และเตรียมแผนฉบับที่ 14 (พ.ศ.2571-2575) ที่มุ่งเพิ่มผลิตภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน พัฒนากฎระเบียบ ส่งเสริมการลงทุน และยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคใหม่
โดยไทยมี SMEs กว่า 3.3 ล้านราย จ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 69% ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศมี GDP อยู่ 1.72 ล้านล้านบาท สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้ถึง 70% อีกทั้งเรามีเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในส่วนนี้เชื่อว่า โมเดลเศรษฐกิจ BCGหรือ Bio-Circular-Green Economy จะยังคงเป็นเข็มทิศและเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการ
“ไทยต้องเป็นผู้กำหนดเกมของตัวเอง แม้ประเทศไทยไม่สามารถควบคุมปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลกได้ แต่สามารถกำหนดทิศทางของตนเองได้ผ่านการเปลี่ยนวิธีคิด การเร่งปรับตัว และการร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพราะโลกไม่ได้ส่งเพียงสัญญาณเตือนอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนกติกาใหม่ทั้งหมด และประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านเพื่อให้สามารถอยู่รอด เติบโต และแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”


