บีโอไอร่วมงาน China International Supply Chain Expo สานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมฉายภาพไทยศูนย์กลางการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และจุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน ดันความร่วมมือ 3 สาขาอนาคต ได้แก่ ดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตขั้นสูง รองรับกระแสการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอเข้าร่วมพิธีเปิดงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 พร้อมเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ที่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด
โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านซัพพลายเชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทชั้นนำจาก 85 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน
ซึ่งรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงาน CISCE มุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ และ SMEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ และเกษตรสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในเวทีการประชุม ASEAN Supply Chain Cooperation ซึ่งมีประธาน CCPIT รัฐมนตรีด้านการลงทุนจากประเทศในอาเซียน นักลงทุน และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากจีนและประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยเลขาธิการบีโอไอ ได้กล่าวว่า จีน ไทย และอาเซียน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว
นายนฤตม์ ยังได้กล่าวถึงจุดแข็งของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะและสามารถปรับตัวได้ดี ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ โดยในด้านบุคลากร รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนากำลังคนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยเฉพาะผ่านโครงการ SkillBridge เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการประกอบธุรกิจมีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ โดยบีโอไอมีกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาตที่เกี่ยวข้องไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการจริง
สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป มีโอกาสสำคัญใน 3 สาขา ได้แก่
1. การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการผลิต ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล 2. การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และ3. การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ
ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน 982 โครงการ หรือร้อยละ 40 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 17,327 ล้านบาท


