“ภัทรพงศ์” ดันกรมท่าอากาศยานลงนาม MOU กรมธนารักษ์ ยืดเวลาเช่าพื้นที่จาก 3 ปี เป็นสูงสุด 30 ปี ลดขั้นตอนราชการ เพิ่มโอกาสพัฒนาเชิงพาณิชย์สร้างความยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการมากขึ้น ช่วยนำรายได้เข้ารัฐ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าตามนโยบายการขับเคลื่อนและเพิ่มรายได้ให้กับท่าอากาศยานภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ภายใต้การกำกับดูแลของกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่า กระทรวงคมนาคมมีเป้าหมายในการผลักดันให้ท่าอากาศยานภูมิภาคเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development) โดยตนได้เร่งรัดให้ ทย.ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มรายได้เข้าสู่รัฐ ทั้งรายได้จากกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) และรายได้จากกิจการอื่น (Non-Aero Revenue) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมและ ทย.ได้หารือร่วมกับสายการบินทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอศักยภาพของท่าอากาศยานในสังกัด ทย. ดึงดูดให้เปิดเส้นทางบินใหม่ เส้นทางข้ามภูมิภาค รวมถึงเส้นทางระหว่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้สนามบินภูมิภาคเป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทาง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของการเพิ่มรายได้จากกิจการอื่นและการบริหารพื้นที่เช่าภายในท่าอากาศยานที่ผ่านมาพบว่าอุปสรรคสำคัญคือขั้นตอนการดำเนินงานที่ต้องอนุมัติข้ามกระทรวงทำให้ดึงผู้ประกอบการรายใหม่ๆ เข้ามาได้ช้า จึงได้สั่งการให้ ทย.ร่วมหารือกับกรมธนารักษ์เพื่อหาทางออกร่วมกันจนเกิดกรอบความร่วมมือที่จะช่วยลดขั้นตอนของระบบราชการ ทำให้ ทย.สามารถบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ
โดยในวันนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังจะร่วมกันลงนามในบันทึกความตกลง (MOU) เรื่องการมอบอำนาจให้ ทย.ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานภูมิภาค โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.เอกนิตินิติ ทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และตนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี
กรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม และกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ร่วมกันจัดทำบันทึกความตกลง (MOU) ระหว่างกรมท่าอากาศยานกับกรมธนารักษ์เรื่องการมอบอำนาจให้ ทย.ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาประโยชน์ที่ราชพัสดุในพื้นที่บริเวณท่าอากาศยานภูมิภาค สาระสำคัญของ MOU ฉบับนี้จะเป็นการมอบอำนาจให้ ทย.มีอำนาจลงนามในสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรงสำหรับโครงการที่มีมูลค่าทรัพย์สินไม่เกิน 500 ล้านบาท มีกรอบระยะเวลาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปีให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยพื้นที่ภายในท่าอากาศยานเป็นไม่เกิน 10 ปี และพื้นที่ภายนอกท่าอากาศยานไม่เกิน 20 และ 30 ปีตามขนาดพื้นที่เช่า
รวมถึงให้ ทย.มีอำนาจดำเนินคดีในกรณีที่เอกชนทำผิดสัญญา ซึ่งการลดขั้นตอนของระบบราชการนี้ทำให้ ทย.สามารถจัดหาร้านค้าการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคอีกด้วย


