xs
xsm
sm
md
lg

ราคาน้ำมันดิ่ง รับทรัมป์จ่อเซ็นสงบศึก”อิหร่าน” ลดแรงกดดันต้นทุนพลังงาน-ลุ้นGDPปีนี้โตขึ้น โรงกลั่นกระอัก!แบกขาดทุนสต๊อกเพียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



การบรรลุข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่านที่เตรียมมีการลงนามเกิดขึ้นในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 นี้ ตลาดน้ำมันตอบสนองทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ร่วงลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความหวังว่าข้อตกลงสันติภาพที่อาจเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ จะช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติหลังยุติความขัดแย้งได้

นับเป็นสัญญาณบวก ที่ลดแรงกดดันด้านอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เคยตึงตัวและราคาที่ผันผวนก่อนหน้านี้ แม้ว่าโอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันดิบจะกลับมายืนอยู่ที่ระดับก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลางคงเป็นไปได้ยากในระยะสั้น เพราะความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานและแหล่งผลิตปิโตรเลียมในตะวันออกกลางจำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานหลายเดือนก็ตาม แต่บรรดานักวิเคราะห์ออกมาฟันธงว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น หนุนให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP)ไทยปรับตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขานรับการบรรลุสันติภาพในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าเตรียมทบทวนตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือGDPใหม่หลังสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านคลี่คลาย แต่เพื่อความไม่ประมาท จึงคงแบ่งรับสู้ เผื่อใจไว้บ้างจนกว่าจะมีการลงนามสัญญาในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ก่อน เพราะโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงตลอด วันนี้สงบ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับมาสู้รบกันอีกก็ได้

สิ่งที่ต้องทำ คือการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ซึ่งวิกฤตพลังงานที่ผ่านมานี้ ได้ส่งผลกระทบทั่วโลก ต่อให้ยุติสงครามลง แต่แหล่งผลิตน้ำมันถูกทำลายไปทำให้การซัพพลายน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางลดลงจากเดิม ซึ่งการจัดหาน้ำมันในแหล่งผลิตที่ไกลขึ้นย่อมมีค่าใช้จ่ายในการขนส่งมากขึ้นตาม ทำให้เราต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่แพงอยู่อย่างน้อย 1-2 ปี หากไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ และเมื่อสงครามกลับมากระทบกับราคาพลังงานอีกครั้ง ก็อาจจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว จึงเป็นเหตุผลให้รัฐบาลเดินหน้าในการผ่านเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสีเขียว โดยผลักดันส่งเสริมให้ครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงติดแผงโซลาร์บนหลังคาโดยที่รัฐจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รวมทั้งการเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบในราคา 2.20บาท/หน่วย เป็นเวลา 10ปี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ ยังเป็นการหนุนให้ไทยก้าวสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดช่วงไตรมาส 2/2569 จากผลกระทบราคาพลังงานอย่างเต็มที่ และจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยในไตรมาส 3/2569 ยังได้รับแรงหนุนของมาตรการภาครัฐ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส” แต่มีความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ หลัง USTR เสนอเก็บภาษีไทยภายใต้มาตรา 301 ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี

ขณะที่ ต้นทุนสินค้ายังแพงอยู่จากราคาพลังงานสูงส่งผ่านมา ทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อในครึ่งหลังปีนี้คาดว่าสูงราว5% แต่ค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 3.1% มีผลต่อดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) หดตัวเป็นปีที่ 4 ที่ -0.5% เนื่องจากกำลังซื้อผู้บริโภคยังถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่มีอัตราสูง สถาบันการเงินยังไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ ดังนั้น GDPในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวต่ำกว่าหรือเท่ากับ 2%

ส่วนการส่งออกปีนี้คาดการณ์เติบโต 8.2% โดยคาดการณ์ครึ่งปีแรกเติบโต 14% แต่ทั้งนี้ ในด้านของการนำเข้าก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลในบางเดือน และเป็นประเด็นการจับตามองต่อถึงดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย


ส.อ.ท.แนะฉวยจังหวะปรับตัวสู่ Intelligent Industry

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าการลงนามสัญญาสันติภาพในตะวันออกกลาง และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาเดินเรือในเร็วๆนี้ เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ รวมถึงความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลก

การกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่สำคัญของโลก จะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบสำคัญ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของหลายอุตสาหกรรม อาทิ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เหล็ก วัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป รวมถึงภาคขนส่ง หากสถานการณ์คลี่คลายจริง จะช่วยให้ราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยขนส่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลง ช่วยลดแรงกดดันให้กับภาคอุตสาหกรรม หลังผู้ประกอบการต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคธุรกิจกลับมาวางแผนการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการส่งมอบสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ดี คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2569 อยู่ที่ 1.6%–2.0% เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 1.2%–1.6% ขณะที่การส่งออกปรับเพิ่มเป็นขยายตัว 8%–10% จากเดิมที่คาดว่าไม่ขยายตัว และคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในระดับ 2.5%–3.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยี การลงทุนด้าน AI และ Data Center รวมถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยยังไม่ได้นำปัจจัยบวกจากการยุติสงครามในตะวันออกกลางมาประเมินตัวเลข

สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายในระยะนี้ จึงเป็น“จังหวะโอกาส” ในการลดแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าเป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ทันที โดยสิ่งสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมไทยต้องใช้ช่วงเวลานี้เร่งปรับตัวสู่ Intelligent Industry เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยระบบ Automation และ Digital & AI ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การลงทุนด้านพลังงานสะอาด และการลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก


Q2โรงกลั่นขาดทุนสต๊อกน้ำมันหนัก

ความเคลื่อนไหวของราคาน้ํามันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ พบว่าราคาน้ํามันดิบดูไบ (Dubai Crude) ซึ่งเป็นราคาน้ํามันดิบอ้างอิงหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ได้ปรับตัวลดลง อย่างรวดเร็วลงมาอยู่ที่ระดับ 73 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กําลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ํามันในประเทศ ที่เผชิญกับภาวะขาดทุนจากสต็อกน้ํามัน (Stock Loss) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าราคาน้ํามันดิบดูไบปรับลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 102-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพฤษภาคม ลงมาเหลือเพียง 73 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน หรือลดลงเกือบ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือลดลงกว่า 28%ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ส่งผลให้โรงกลั่นน้ํามันทุกแห่งต้องบันทึกผลขาดทุนสต็อกน้ํามัน (Stock Loss) ทันทีในงบการเงินไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าสัญญาณการขาดทุนสต็อกน้ํามันน่าจะไปปรากฏในช่วงไตรมาสที่ 3 /2569

โดยโรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสํารองน้ํามันดิบล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทําให้น้ํามันคงคลังที่จัดเก็บตามกฎหมายซื้อเข้ามาในราคาต้นทุนที่สูงมาก แต่ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที ทำให้แบกรับผลขาดทุนในส่วนต่างนั้นไป


“ขิง”ยอมถอย! คงอัตราค่าไฟบ้านที่ใช้เกิน 400หน่วยที่3.95บาท

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า บิลค่าไฟฟ้าเดือนกรกฎาคมนี้จะยังไม่ประกาศใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าสำหรับบ้านที่อยู่อาศัยใช้ไฟเกิน 400หน่วย ยังจะคงจ่ายค่าไฟในอัตราเดิมเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย แต่สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะคิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งลดลงจากอัตราปัจจุบัน โดยจะมีการนำเงินรายได้หรือกำไรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาชดเชยส่วนต่างราคาค่าไฟฟ้าที่ลดลงให้ผู้ที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยแรก และเมื่อรัฐบาลสามารถจัดการรายได้จากกลุ่ม Data Center หรือลดต้นทุนจากสัญญาแอดเดอร์ได้แล้ว จึงจะนำเงินส่วนนั้นมาคืนให้กฟผ.

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรื้อโครงสร้างและทบทวนสัญญาซื้อไฟที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งแก้ไขปัญหาค่าความพร้อมจ่าย (AP)


โดยจะพิจารณาใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า (Adder)ที่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติ และได้อัตราค่าไฟสูง แม้ว่าจะสิ้นสุดAdder ไปแล้ว (สัญญาทาส) ซึ่งเมื่อเทียบกับราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในปัจจุบันที่ใช้FiTอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าแพงเกินจริง โดยเรื่องนี้ได้มีการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว เห็นว่ามีช่องทางที่จะแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาได้

2.การลดความสูญเสียในระบบเช่น ไฟทางและไฟสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนต้องแบกรับภาระส่วนนี้รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าประมาณ 10-20 สตางค์ต่อหน่วย หากมีการปรับเปลี่ยนหลอดไฟฟ้ามาเป็นหลอด LED จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า

3.การพิจารณาเรื่องค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าในอดีตสูงเกินไป ทำให้มีโรงไฟฟ้าบางโรงไม่ได้เดินเครื่อง แต่ได้รับค่า AP อยู่จะต้องมีวิธีบริหารจัดการ

หากดำเนินการใน 3 เรื่องนี้ได้ ก็จะช่วยลดค่าไฟฟ้าในภาพรวมให้ลดลง ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการให้เสร็จเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือนมิ.ย. 2569 นี้ เพื่อกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่เป็นประเภทที่ 9 สำหรับกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก ทำให้ต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)ที่มีราคาสูงมาผลิตไฟฟ้า ทำให้ประชาชนจะต้องแบกภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ดังนั้นนโยบายดังกล่าวนี้จะไม่ให้ภาระเหล่านี้ตกอยู่กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป และยังทำให้ค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนถูกลง รวมทั้งส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปจากบ้านเรือนประชาชน จำนวน 500 เมกะวัตต์ ที่จะนำเข้าพิจารณาอนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย โดยจะเปิดให้มีการรับซื้อเข้าระบบภายในเดือนมิถุนายนนี้

นับเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ โดยมุ่งเน้นการดึงผู้ใช้ไฟรายใหญ่อย่างData Center เข้ามาช่วยรับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงอย่างLNGที่มีราคาสูง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง