OR จับมือร่วมกับกระทรวงพลังงานและภาคส่วนท้องถิ่น เปิดตัวกิจกรรม “ตลาดเติมสุข” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น (PTT Station) คีรีทองคำ จังหวัดกาญจนบุรี เปิดพื้นที่ภายในสถานีบริการน้ำมันให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นขนาดเล็กและเกษตรกรนำสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร รวมถึงของดีประจำท้องถิ่นมาวางจำหน่ายแก่ประชาชนและผู้เดินทางโดยไม่มีค่าใช้จ่าย มุ่งเป้าลดภาระต้นทุน ขยายช่องทางการตลาดเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางนโยบาย “ไทยช่วยไทยพลัส” ของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ในยุคปัจจุบันที่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งกลายเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ การปรับเปลี่ยนบทบาทของภาคธุรกิจให้เชื่อมโยงและเกื้อกูลต่อสังคมโดยรอบจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง โดยการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างองค์กรและชุมชน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถหยัดยืนและเติบโตไปด้วยกันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ภาพความคึกคักและรอยยิ้มของกลุ่มเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อยที่นำผลผลิตสดใหม่มาวางจำหน่ายภายใน พีทีที สเตชั่น คีรีทองคำ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส โครงการ “ตลาดเติมสุข” ไม่เพียงแต่เข้ามาแบ่งเบาภาระต้นทุนค่าเช่าที่ให้แก่ชาวบ้าน แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ วิสัยทัศน์การพัฒนาของภาคเอกชน และศักยภาพของผลผลิตในท้องถิ่นให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างราบรื่นและแนบเนียน
“โออาร์ เติมโอกาส (ดี ดี ดี)” : “สมูธทุกที่” เชื่อมโยงผู้คนและชุมชน
แนวคิดการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจฐานรากเพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ “OR เติมโอกาส ดี ดี ดี” ในมิติชุมชนดี โครงการตลาดเติมสุขจึงถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อมุ่งสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นแก่ชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการอย่างแท้จริง ผ่านการเปิดพื้นที่ภายในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น คีรีทองคำ ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นจุดนัดพบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยที่ผู้ประกอบการท้องถิ่นไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเข้ามาตั้งบูธจำหน่ายสินค้า ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
OR มีความตั้งใจอย่างต่อเนื่องในการผลักดันและพัฒนาโครงการนี้ เพื่อยกระดับบทบาทของสถานีบริการน้ำมันให้เป็นมากกว่าจุดแวะพักเติมพลังงานรถยนต์ แต่พร้อมที่จะพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางของชุมชน หรือ “Living Community” ที่พร้อมจะเชื่อมโยงผู้คน ผู้ประกอบการ และสินค้าคุณภาพจากท้องถิ่นให้เข้าถึงกัน ตามเป้าหมาย “การเติบโตดี” ที่อยากเห็นชุมชนเติบโตควบคู่ไปพร้อมกับองค์กร
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เปิดเผยถึงแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนโครงการตลาดเติมสุขว่า ในปีนี้ OR ผลักดันโครงการตลาดเติมสุขต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “สมูธทุกที่” ที่สะท้อนบทบาทของ PTT Station ในการเป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นพื้นที่ ที่พร้อมเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และโอกาสต่าง ๆ ให้เข้าถึงกันได้อย่างราบรื่น เป็นกันเอง และใกล้ชิดชุมชนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR ยังได้ตอกย้ำถึงเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพิ่มเติมว่า
“กิจกรรมตลาดเติมสุข ไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่การขายสินค้า แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ OR ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ส่งต่อโอกาส และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “โออาร์ เติมโอกาส (ดี ดี ดี)” ที่มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกัน ทั้งต่อผู้คน ชุมชน และสังคมโดยรอบ”
พลังผสานภาครัฐและเอกชน: ขับเคลื่อน “ไทยช่วยไทยพลัส” สู่งานปฏิบัติจริง
ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของกิจกรรมตลาดเติมสุขในครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือและบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นำโดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับคณะผู้บริหารของ OR ได้แก่ หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR และนายสุชาติ ระมาศ ผู้อำนวยการใหญ่ OR รวมถึงการสนับสนุนจากผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี และเจ้าของสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ในพื้นที่ ที่ร่วมกันนำนโยบายเศรษฐกิจระดับประเทศมาขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงในระดับท้องถิ่น
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวถึงความสอดคล้องระหว่างนโยบายรัฐบาลกับโครงการของภาคเอกชนในครั้งนี้ว่า แนวคิด 'ตลาดเติมสุข' สอดคล้องกับนโยบาย 'ไทยช่วยไทยพลัส' ของรัฐบาล ที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย กระตุ้นการจับจ่ายสินค้าในประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน โดยเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐ OR และผู้ประกอบการท้องถิ่น จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้เ การตัดลดค่าใช้จ่ายด้านค่าเช่าสถานที่ออกไป ช่วยให้ผู้ค้ารายเล็กสามารถลดภาระต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้พวกเขามีขีดความสามารถในการแข่งขันและมีเม็ดเงินหมุนเวียนในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น
“กระทรวงพลังงานขอขอบคุณท่านผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้ง PTT OR ซึ่งเป็นเจ้าของปั๊มแห่งนี้ที่ได้เปิดพื้นที่ให้บริการ รับนโยบายของฝั่งรัฐบาล มาช่วยกันดูแลเรื่องการพัฒนาตลาดให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ หวังว่ากิจการนี้จะประสบผลสำเร็จ ให้นโยบาย 'ไทยช่วยไทยพลัส’ และ 'ตลาดเติมสุข' ช่วยกันทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมต่อไป” นายเอกนัฏ กล่าวย้ำในตอนท้าย
เสียงสะท้อนจากฐานราก: เมื่อพื้นที่ฟรีกลายเป็นลมหายใจของเกษตรกร
เมื่อพิจารณาในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในตลาดเติมสุข ณ พีทีที สเตชั่น คีรีทองคำ จะพบว่ามีความหลากหลายและสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นเมืองกาญจนบุรีได้อย่างเด่นชัด สินค้าที่นำมาจำหน่ายประกอบไปด้วยสินค้าเกษตรสดใหม่ ทั้งผักและผลไม้ออร์แกนิกจากสวนของเกษตรกรโดยตรง ตลอดจาสินค้าแปรรูปและของดีท้องถิ่นประเภทต่างๆ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคประจำบ้าน
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยการตั้งบูธจากกลุ่ม “โออาร์อาสา ส่งต่อยางห่วงใย ไอห่วงยูว์” ที่นำหนังยางใช้แล้วมาแปรรูปเป็นยางยืดเหยียด เพื่อส่งต่อความห่วงใยและสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาส
สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จและคุณค่าของโครงการนี้ได้ดีที่สุด คือเสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ประกอบการตัวจริงที่ได้เข้ามาเปลี่ยนพื้นที่ฟรีให้กลายเป็นรายได้เลี้ยงชีพ โดย “พี่หมี” เกษตรกรเจ้าของบูธเมล่อนจากอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและแสดงความรู้สึกต่อการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างน่าสนใจว่า..
“ผมว่ามันดี เพราะว่าขายก็ขายฟรี ต้องขอขอบคุณทีมงานของ OR ที่ให้ชาวบ้านในวิสาหกิจชุมชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผลไม้หรือผัก ได้เข้ามาขาย เป็นแหล่งรวมพื้นที่จับจ่ายใช้สอย กิจกรรมนี้ทำให้ทุกคนมีรายได้เข้ามา ซึ่งดีมากเลยครับ”
สุดท้ายแล้วต้องยอมรับว่า การจัดกิจกรรมตลาดเติมสุขภายในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้ค้ารายย่อยในวิสาหกิจชุมชนสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ ได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางที่แวะเวียนเข้ามาใช้บริการและพักผ่อนภายในสถานีบริการน้ำมัน
การเพิ่มช่องทางตลาดในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้และลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมโยงที่เหนียวแน่นระหว่างธุรกิจและชุมชน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศสามารถเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง


