กนอ.รอรัฐเคาะรูปแบบการลงทุนโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 2 แปลงA และแปลงC รวมทั้งทบทวนแผนพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก โดยรอแผนPDPฉบับใหม่ชี้ชะตา เบื้องต้นเล็งอุตฯพลังงานแห่งอนาคตทั้งแอมโมเนียไฮโดรเจน SMR รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ “วราวุธ” รมว.อุตฯ รับฟังข้อเสนอและสางปัญหาให้ภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอุตฯไทย
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่าโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ (Superstructure) โดยแบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C ยอมรับว่ามีความความล่าช้า และรัฐบาลยังไม่เคาะรูปแบบการลงทุนระหว่างการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน(PPP) หรือเป็นสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) รวมทั้งจะมีการทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในส่วนนี้ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก ซึ่งต้องรอความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ที่คาดว่าจะเสร็จในอีก 2 เดือนข้างหน้า และความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาล
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ซึ่งเดิมพื้นที่แปลง A และแปลง C ได้วางแนวทางการลงทุนในรูปแบบ PPP Net Cost ประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับนั้น จะมาจากการดำเนินกิจการท่าเรือ สินค้าเหลว และคลังสินค้า หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ส่วน กนอ.จะมีรายได้จากค่าให้สิทธิการร่วมลงทุน ค่าเช่าพื้นที่ ค่าดำเนินการท่าเรือ ค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านท่า
“ตอนนี้เราเตรียมทบทวนแนวทางใหม่ซึ่งก็ได้เสนอเรื่องต่อ ครม.ไปแล้ว มีแนวคิดให้เป็นการลงทุนแบบ G2G หรือรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับสถานการณ์พลังงานในอนาคต ซึ่งเราก็มีทางเลือกที่เสนอไว้ประมาณ 6 รูปแบบ ก็รอว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแบบไหน”
เดิมทีการใช้ประโยชน์พื้นที่ช่วงที่ 2 เตรียมไว้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ภาครัฐต้องกลับมาทบทวนว่าอุตสาหกรรมใดควรเข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศในระยะยาว โดยมองอุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต อาทิพลังงานไฮโดรเจน โซลาร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ทุกอย่าง หรือโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
“วันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใดมาลงทุน เพราะต้องรอภาพใหญ่ด้านพลังงานก่อน เมื่อแผน PDP ชัดเจน เราจะรู้ว่าต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานอะไรและต้องรองรับการลงทุนรูปแบบไหน ส่งผลให้การพัฒนาโครงการในภาพรวมอาจล่าช้ากว่ากรอบเดิมที่เคยวางไว้จากแผนเดิมที่ต้องลงนามสัญญาร่วมทุนและเริ่มก่อสร้างโครงการในปี 2567 เปิดดำเนินการได้ในปี 2569 และแม้ยังไม่ชัดเจนแต่ก็ยืนยันว่ามีนักลงทุนเข้ามาลงทุนแน่ เพราะขณะนี้เราคุยกับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เขาแสดงความสนใจเข้ามาใช้พื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง”
โครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าประมาณ 93,625 ล้านบาท ด้วยการถมทะเลพื้นที่ 1,000 ไร่ เพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และสินค้าเหลวสำหรับอุตสาหกรรมพลังงานและปิโตรเคมี และยังมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางพลังงานของประเทศ โดยการก่อสร้างจะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1 เป็นงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด เช่น ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ ท่าเทียบเรือบริการ ระบบถนน ระบบขนส่งทางท่อดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เอกชนคู่สัญญาคือ บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด (Gulf MTP) ได้สิทธิพัฒนาท่าเรือก๊าซฯและพื้นที่หลังท่าประมาณ 200 ไร่(แปลง B )เป็นระยะเวลา 30 ปี พร้อมรองรับการนำเข้า LNG ได้ 11 ล้านตันต่อปีอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการปี 2572
ช่วงที่ 2 เป็นพื้นที่พัฒนาท่าเรือและพื้นที่ธุรกิจ (Superstructure) แบ่งเป็นพื้นที่แปลง A และ C ตามแผนเดิม แปลงAคือท่าเรือขนส่งสินค้าเหลว ปิโตรเคมี และเคมิคอลต่างๆ และแปลง C จะเป็นคลังสินค้า โรงไฟฟ้า โรงงานเหล็ก โครงการก่อสร้างทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 2572 แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการพัฒนาพื้นที่ในส่วนนี้ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลก ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขาลง อุตสาหกรรมน้ำมันมีความผันผวนสูง จำเป็นต้องรอความชัดเจนด้านนโยบายจากรัฐบาล
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า หลังจากหารือร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่ 10 บริษัทในพื้นที่ EEC ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาและข้อเสนอสำคัญหลายด้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยภาคเอกชนเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงานรัฐ รวมถึงการเร่งรัดกระบวนการอนุญาตต่างๆ โดยเฉพาะการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมผลักดันแนวทาง Regulatory Guillotine เพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การเข้าถึง Renewable Energy การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสีเขียว รวมถึงการกำหนดมาตรฐานด้านไบโอพลาสติกและการใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อรองรับเป้าหมาย Net Zero และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ EEC ที่กำลังเจอความเสี่ยงจากภาวะซุปเปอร์เอลนีโญ รัฐบาลเตรียมพื้นที่อ่างเก็บน้ำไว้รองรับรวมถึงแผนการผันน้ำในพื้นที่ต่างๆ ไว้แล้ว
ส่วนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้าง และคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายใน 2 ปีข้างหน้า จะเป็นฐานอุตสาหกรรมและพลังงานสำคัญของประเทศ โดยรองรับพลังงานทางเลือก เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง


