“ปิยพงษ์”ประธานบอร์ดรฟท.คนใหม่ เดินหน้าสางงานก่อสร้างล่าช้า-แก้ปมไฮสปีด 3 สนามบิน เพิ่มรายได้จากทรัพย์สินและเปิดรางให้เอกชนร่วมวิ่ง ดันปลดล็อกแก้ปัญหาขาดแคลนพนักงาน พร้อมสั่งประสานทุกหน่วย ช่วยเคลียร์สิ่งกีดขวางบดบังสายตา”จุดตัด-ทางลักผ่าน” แก้อุบัติเหตุ
นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด รฟท.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมบอร์ดรฟท.ครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2569 ว่า ได้หารือแนวทางการพัฒนาการบริการที่ดีขึ้น โดยเน้นย้ำการพัฒนาทุกๆ ด้านและแก้ปัญหาข้อติดขัดที่เป็นอุปสรรคในการทำงาน ได้แก่ 1.การบริหารงานก่อสร้างเพื่อแก้ปัญหาและเร่งรัดโครงการมีความล่าช้า ทั้ง รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 กรุงเทพฯ -นครราชสีมา , รถไฟทางคู่ระยะแรกและรถไฟสายใหม่ ,รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่มีปัญหาติดค้างมานาน การก่อสร้างโครงสร้างร่วมกับรถไฟไทย-จีนและโครงการรถไฟสายสีแดง Missing Link เป็นต้น ต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ไข
2. มุ่งเพิ่มโอกาสในการเพิ่มรายได้ในมิติต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดทุนสะสม ทั้งจากการขนส่งสินค้า บนโครงข่ายเส้นทางรถไฟปัจจุบัน และเส้นทางรถไฟทางคู่สายใหม่, การใช้ประโยชน์จากที่ดินรถไฟทั่งประเทศซึ่งรฟท.มีบริษัทลูก คือ บริษัท เอสอาร์ทีเอส แอสเสท จำกัด (SRTA ) เป็นผู้ดำเนินการ การพัฒนารถไฟท่องเที่ยว รถไฟขบวนพิเศษ รวมถึงการเปิดให้เอกชนมาร่วมใช้ราง ตามพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ.2568 จะมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ให้รฟท. อีกทาง
3. เร่งพัฒนาระบบฟีดเดอร์เชื่อมต่อเข้าสู่สถานีรถไฟ เพื่อความสะดวกประชาชน โดยให้ความร่วมมือกับ หน่วยงานในกระทรวงคมนาคม ทั้ง กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในการจัดเดินรถโดยสาร หรือประสานกับกรมทางหลวง หรือ กรมทางหลวงชนบท กรณีจำเป็นต้องใช้พื้นที่เขตทาง เป็นจุดจอดรถโดยสาร เป็นต้น ในการเชื่อมต่อเข้าสถานี
@ทบทวนแผนเพิ่มบุคลากร เสร็จ มิ.ย.นี้
4. แก้ปัญหาเรื่องบุคลากร ซึ่ง พบว่าปัจจุบัน รฟท.ประสบกับปัญหาขาดแคลนพนักงานอย่างมาก จนเข้าขั้นเป็นวิกฤติขององค์กร ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการทำงาน ซึ่งรฟท.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจการขอเพิ่มอัตรากำลังจะถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็น อีกทั้งปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดทุนอย่างมากด้วย จึงให้รฟท.เร่งจัดทำข้อมูลเหตุผล ความจำเป็นและการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย เพื่อประกอบการพิจารณาในการเสนอขอเพิ่มอัตรากำลัง และทบทวนมติครม.ปี 2541 ซึ่งรฟท.แจ้งว่า จะทบทวนรายละเอียดแล้วเสร็จในเดือนมิ.ย.นี้
“บอร์ดให้ข้อสังเกตุเรื่องขอเพิ่มอัตรากำลังซึ่งรฟท.ทำแผนไว้กว่า 2,800 คน ให้ทำรายละเอียด สายงานที่มีความจำเป็น จำนวนพนักงานที่เหมาะสม รวมถึงแผนงานในอนาคตที่จะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทดแทน หรือกรณีที่จะให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการเดินรถมากขึ้น เรื่องอัตรากำลังไม่ใช่แค่วันนี้แต่ต้องวางแผนเพื่ออนาคต รฟท.ต้องตอบให้ได้ว่า งานไหนที่พนักงานยังมีความจำเป็น งานไหนที่เทคโนโลยีทดแทนได้ หรืองานที่จะลดบทบาทลง เพราะจะให้เอกชนเข้ามาร่วม”
ประธานบอร์ดรฟท.กล่าวว่า ในอนาคตงานด้านซ่อมบำรุงทาง ระบบอาณัติสัญญาณ จะเป็นเรื่องที่มีสำคัญมากขึ้น เนื่องจาก เมื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมเช่าใช้ราง อัตราการใช้ราง ทาง อาณัติสัญญาณจะเพิ่มมากขึ้น การดูแลบำรุงรักษาต้องดี บุคลากรต้องมีรองรับเพียงพอ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพและความมั่นใจในการเข้ามาร่วมใช้ทางของเอกชน
@สั่งเคลียร์สิ่งกีดขวางบดบังสายตา”จุดตัด-ทางลักผ่าน” แก้อุบัติเหตุ
5.การป้องกันอุบัติเหตุ และแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งรฟท.ได้รายงานเหตุรถไฟชนรถโดสาร ขสมก.ที่ทางผ่าน อโศก-ดินแดง ซึ่งเห็นว่าจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศมีมากกว่า 2,600 แห่ง โดยยังมีเป็นทางลักผ่านถึง กว่า 600 แห่ง ทำให้ไม่มีระบบไม้กั้นหรือสัญญาณเตือน ซึ่งเห็นว่าที่สามารถทำได้เร็วและง่ายสุด เป็นนโยบาย Quick Win คือ เร่งแก้ปัญหาด้านกายภาพก่อน เช่น กำจัดสิ่งของหรือต้นไม้ ไม่ให้บดบัดการมองเห็นตรงจุดตัดนั้นๆ โดย ให้รฟท.ทำเรื่องหารือไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อขอให้มีข้อสั่งการของกระทรวงฯไปยังหน่วยงานเจ้าของถนน เพื่อให้ร่วมดำเนินการได้ทันที ส่วนถนนของท้องถิ่นขอความร่วมมือในการร่วมเฝ้าระวังด้วย
“นอกจากเรื่องกายภาพแล้ว ประเด็นพฤติกรรมการขับขี่เป็นอีกสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งต้องประสานความร่วมมือท้องถิ่น ทั่วประเทศ รวมกันเฝ้าระวัง ส่วนการทำสะพานหรือทางลอดให้รถยนต์นั้นมีแผนดำเนินงาน ซึ่งปัจจุบันยังดำเนินการไม่ครบ ซึ่งมีข้อติดขัดทั้งเรื่องงบประมาณและบางแห่งชาวบ้านในพื้นที่ยังต่อต้านไม่ต้องการให้ก่อสร้างสะพานรถยนต์ข้ามทางรถไฟ”


