สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในทุกภาคส่วน ทว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการตั้งรับและบริหารจัดการวิกฤตได้อย่างเหนือชั้น โดยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนภาพความแข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิ 25,738 ล้านบาท เติบโตขึ้น 10.4% ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ล่วงหน้า การซ้อมแผนฉุกเฉิน และการลงทุนยกระดับศักยภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในบทบาทเสาหลักที่ต้องดูแลเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศเกิดภาวะขาดแคลนในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน
เพื่อรับมือกับแรงกระแทกจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ปตท. ได้ทุ่มเททรัพยากรและปรับกลยุทธ์อย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการให้โรงกลั่นเดินเครื่องเกินกว่า 100% การจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากแหล่งใหม่นอกพื้นที่ตะวันออกกลาง ไปจนถึงการจัดเตรียมสภาพคล่องทางการเงินมูลค่ามหาศาลสูงถึง 230,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเบาะรองรับความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
นอกจากภารกิจพยุงเสถียรภาพระดับชาติแล้ว ปตท. ยังเดินหน้าแผนกลยุทธ์ระยะยาวในการต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นสู่ระดับ National Champion พร้อมปักธงสู่การเป็นผู้เล่นหลักในตลาด LNG ระดับโลก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน
ทะยานฝ่าวิกฤต: ผลประกอบการแกร่งท่ามกลางความท้าทายระดับโลก
ผลการดำเนินงานที่มั่นคงท่ามกลางพายุวิกฤต ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์และการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 ปตท. มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25,738 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,423 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ทำยอดได้ถึง 115,879 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.6% ปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ผลักดันตัวเลขเหล่านี้ เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความผันผวนด้านพลังงานทั่วโลก
ดร.คงกระพัน อิรทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่ของ ปตท. ในภาวะวิกฤตว่า
“เมื่อเกิดวิกฤตพลังงานโลก ปตท. จำเป็นต้องให้น้ำหนักกับบทบาทด้านการช่วยเหลือประชาชนและสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเป็นสำคัญ แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ทั้งจากภาระดอกเบี้ยสภาพคล่องกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน และค่าใช้จ่ายในการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งใหม่ เพื่อให้มีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ ดร.คงกระพัน ยังได้กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศว่า ในช่วงดังกล่าว แม้โรงกลั่นหลายแห่งในเอเชียจะปรับลดกำลังการผลิต แต่โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ยังคงเดินเครื่องต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศ โดยบริษัทเร่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมทันที เพื่อให้มั่นใจว่า ประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน และมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอในทุกภาคส่วน
กลยุทธ์ตั้งรับเชิงรุก: ลดพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ สู่การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานเต็มรูปแบบ
ความกังวลเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักของโลก เป็นความเสี่ยงที่ ปตท. ได้จำลองสถานการณ์และเตรียมการซ้อมแผนฉุกเฉินมาอย่างสม่ำเสมอ กลยุทธ์สำคัญที่นำมาใช้คือการลงทุนล่วงหน้าในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading) ผ่านการสร้างเครือข่ายสำนักงานในศูนย์กลางธุรกิจระดับโลก เช่น ลอนดอน ฮิวสตัน อาบูดาบี และสิงคโปร์ เครือข่ายเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเสาอากาศและแขนขาที่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยให้ ปตท. สามารถจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจากหลากหลายแหล่งทั่วโลกได้อย่างทันท่วงที ผลลัพธ์ที่จับต้องได้คือ ประเทศไทยสามารถลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 60% เหลือเพียงประมาณ 30% เท่านั้น
“การลงทุนนี้มีประโยชน์ในเวลาเกิดวิกฤต เพราะทำให้เราสามารถจัดหาน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติเหลวทดแทนได้ตลอดทันทีจากทั่วโลก โดยไม่มีความเสี่ยงเรื่องขาดแคลน แต่นี่ก็ต้องเกิดจากการลงทุนในธุรกิจ Trading ล่วงหน้า” ดร.คงกระพัน อธิบายถึงความสำเร็จจากการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายการค้า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ได้ทุ่มเม็ดเงินลงทุนไปแล้วกว่า 111,000 ล้านบาท สำหรับการพัฒนาและอัปเกรดโรงกลั่นน้ำมัน เม็ดเงินลงทุนนี้เปลี่ยนเป็นความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เครื่องจักรมีความเสถียรและมีความยืดหยุ่นในระดับสูง สามารถรองรับวัตถุดิบที่ป้อนเข้าจากแหล่งที่มาที่หลากหลายได้อย่างไม่มีสะดุด
เมื่อสัญญาณวิกฤตดังขึ้น ปตท. จึงสามารถจัดตั้งศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (PTT Incident Command System : PTT ICS) ขึ้นมาบริหารสถานการณ์ได้ทันที ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมถึงเมษายน โรงกลั่นและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในกลุ่มสามารถเร่งกำลังการผลิตได้มากกว่า 100% ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด พร้อมกันนั้น ยังได้สั่งการปรับแผนนำเข้า Spot LNG จากพื้นที่นอกตะวันออกกลาง และเลื่อนวาระการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 ออกไป เพื่อล็อกเป้าหมายให้ก๊าซธรรมชาติและ LPG มีพร้อมเสิร์ฟให้กับภาคส่วนต่าง ๆ ในประเทศอย่างเพียงพอ
“กลุ่ม ปตท. มีความโปร่งใสตั้งแต่การผลิต การเก็บ การขนส่งออก ช่วงวิกฤต น้ำมันที่เก็บไว้แทบจะอยู่ในมินิมัมส่งออกไปเต็มที่ หมายถึงส่งให้ลูกค้าอะไรต่าง ๆ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีซึ่งเป็นซัพพลายที่ต่อเนื่องกัน ก็มีการใช้เครื่องเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าในประเทศมีของให้ใช้เพียงพอ โดยทั้งหมดมีการดำเนินการอย่างโปร่งใส”
กำแพงทุน 2.3 แสนล้าน: แบกรับต้นทุนเพื่อเสถียรภาพพลังงานไทย
ในยามที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการพยุงเสถียรภาพคือ “สภาพคล่องทางการเงิน” ปตท. ได้แสดงจุดยืนในการเป็นกำแพงเหล็กปกป้องเศรษฐกิจไทยด้วยการจัดเตรียมสภาพคล่องรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นอาวุธในการรับมือกับความผันผวนด้านราคาและรักษาความมั่นคงทางพลังงาน โดยวงเงินดังกล่าวถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย
เงินหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call): เตรียมวงเงินสำรองไว้ที่ประมาณ 63,000 ล้านบาท
เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital): สำหรับใช้จัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเข้าประเทศเพิ่มเติมอีกประมาณ 137,000 ล้านบาท
เงินสำรองรองรับหนี้ค้างชำระ: ตั้งวงเงินประมาณ 35,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกันชนรองรับเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเกิดจากการอุดหนุนและชดเชยราคาพลังงาน
การตัดสินใจสร้างกำแพงทุนมหาศาลนี้ แลกมาด้วยต้นทุนทางการเงินของบริษัทที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็นภาระจำยอมที่ประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม ปตท. ยืนยันถึงความพร้อมและเต็มใจที่จะแบกรับภาระส่วนนี้เพื่อสร้างเกราะกำบังให้กับประเทศชาติ พร้อมทั้งให้คำมั่นถึงการเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานต่อหน่วยงานภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับชั้นด้วยความถูกต้องและโปร่งใสขั้นสูงสุด
ก้าวต่อไปของ ปตท.: ยกระดับปิโตรเคมีสู่ National Champion และเป้าหมาย Global LNG
มองไปข้างหน้าในไตรมาส 2 ปี 2569 ปตท. ประเมินว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานจะยังคงสดใส โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจเทรดดิ้ง ที่ฟื้นตัวตามกลไกราคาพลังงาน แม้ว่าในส่วนของธุรกิจโรงกลั่นอาจยังต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ค่าพรีเมียม (Crude Premium) ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยที่อยู่ในระดับสูงอันเป็นผลสืบเนื่องจากเดือนมีนาคมและเมษายน
ในมิติของการร่วมลงทุน ความคืบหน้าในการหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อผนึกกำลังในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (ร่วมกับ PTTGC, TOP และ IRPC) อาจจำเป็นต้องชะลอและล่าช้าออกไป สาเหตุหลักมาจากบริบทของสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้สภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยนแปลงไป จึงต้องทวีความรอบคอบในการเจรจามากยิ่งขึ้น ทว่าบริษัทตั้งเป้าที่จะมีความชัดเจนในดีลดังกล่าวภายในปี 2569
ในขณะเดียวกัน ปตท. ได้ผลักดันและสนับสนุนการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่าง PTTGC และ SCGC ในส่วนของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ เพื่อเป้าหมายในการสร้าง Synergy ที่จะยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยให้ผงาดขึ้นเป็น National Champion โดยคาดหมายว่าจะได้ข้อสรุปที่ลงตัวภายในไตรมาส 3 ปี 2569
บนเวทีระดับโลก ปตท. เดินหน้าเร่งขยายพอร์ตโฟลิโอเพื่อมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player อย่างเต็มตัว โดยขีดเส้นเป้าหมายผลักดันปริมาณการซื้อขายให้แตะระดับ 10 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573 และทะยานสู่ 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578 ไม่เพียงเท่านั้น ปตท. ยังคงทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด โดยมีการเสนอให้เร่งเปิดสัมปทานการสำรวจและผลิตแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ๆ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่แหล่งอันดามัน รวมถึงพิจารณาแนวทางการต่ออายุสัมปทานเดิม เพื่อการันตีความมั่นคงของสายพานพลังงานไทยในระยะยาว
ในด้านการตอบแทนคืนสู่สังคม ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น (แบ่งเป็นปันผลจากผลประกอบการปกติ 2.10 บาท และเงินปันผลพิเศษ 0.20 บาทต่อหุ้น) ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการเพื่อสังคมที่มีมูลค่าเบื้องต้นกว่า 13,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย และส่งเสริมการสร้างอาชีพให้แก่ชุมชน ผู้สูงวัย และกลุ่มเปราะบาง
ท่ามกลางกระแสธารของความไม่แน่นอน ปตท. ได้พิสูจน์แล้วว่า การบูรณาการเชิงกลยุทธ์ การลงทุนที่แม่นยำ และหัวใจที่ยึดมั่นในประโยชน์ของชาติ คือเข็มทิศที่จะพานาวาพลังงานของประเทศ ฝ่าฟันทุกวิกฤตการณ์ ตามวิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน”


