xs
xsm
sm
md
lg

ตลาดเมียนมาในไทยสู่ Blue Ocean สินค้าเจาะขุมทรัพย์ 2แสนล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการรายวัน 360 - เปิดตลาดเมียนมาในไทย 2.21 แสนล้านบาท “Happio” ชี้แบรนด์ไทยกำลังมองข้าม “ขุมกำลังซื้อใหม่” จากแรงงานสู่ผู้บริโภคยุคใหม่

ตลาดผู้บริโภคชาวเมียนมาในประเทศไทยกำลังกลายเป็น “Blue Ocean” แห่งใหม่ที่หลายแบรนด์ไทยยังมองไม่เห็น ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดไทยที่เริ่มอิ่มตัว ล่าสุด รายงาน “ตลาดพม่าในไทยปี 2569 โตทะลุ 221,000 ล้านบาท”


นที จารยะพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Happio จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ตลาดผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในกำลังซื้อสำคัญของประเทศ แบรนด์ไทยจำนวนมากยังติดอยู่กับภาพจำเดิมที่มองคนเมียนมาเป็นเพียงแรงงาน แต่ในความเป็นจริง เรากำลังเห็นการเติบโตของคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ กลุ่มแรงงานฝีมือ และครอบครัวที่มีการใช้จ่ายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน นี่คือโอกาสสำคัญสำหรับแบรนด์ที่มองเห็นก่อนและเข้าใจผู้บริโภคกลุ่มนี้อย่างแท้จริง”

โดย Happio เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีชาวเมียนมาอาศัยและทำงานในประเทศไทยมากกว่า 4 ล้านคน และมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยสูงถึงกว่า 221,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 65% ของรายได้รวมทั้งหมดของชาวเมียนมาในไทย

รายงานดังกล่าวสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านสำคัญของ “ตลาดเมียนมาในไทย” จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงแรงงานราคาถูก สู่การเป็น “กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจริง” มีไลฟ์สไตล์ มีพฤติกรรมการใช้จ่ายชัดเจน และมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในหลายมิติ

รายงานระบุว่า หมวดการใช้จ่ายหลักของผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทย ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม 17.4% ที่อยู่อาศัย 13.8% การเดินทาง 8.0% และสินค้า Personal Care 4.4% ซึ่งรวมกันคิดเป็นกว่า 40% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจฐานรากและธุรกิจค้าปลีกของไทย โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และบริการในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน โอกาสทางธุรกิจยังครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม มูลค่ากว่า 59,200 ล้านบาท ที่อยู่อาศัยและที่พัก 46,800 ล้านบาท บริการดิจิทัลและการเงิน 24,700 ล้านบาท สุขภาพ 19,700 ล้านบาท รวมถึงธุรกิจค้าปลีก การศึกษา และการฝึกอบรม


อรรวี แตงมีแสง ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเมียนมา และเจ้าของเพจ “Natty Loves Myanmar” กล่าวว่า “สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคชาวเมียนมาในไทยยุคนี้ไม่ได้ตัดสินใจซื้อจาก ‘ราคา’ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับความไว้ใจ การบอกต่อในชุมชน และแบรนด์ที่เข้าใจตัวตนของพวกเขา คนเมียนมาในไทยจำนวนมากใช้โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งในการติดตามข่าวสาร คอนเทนต์ และการเลือกซื้อสินค้า ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการอยู่อาศัยแบบชุมชนหรือหอพัก ทำให้การบอกต่อมีอิทธิพลสูงมาก หากแบรนด์ใดสามารถสร้างมั่นใจได้ในระดับชุมชน ก็มีโอกาสขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว”

อรรวีกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดนี้ยังมีลักษณะเฉพาะด้านภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมการสื่อสาร ทำให้แบรนด์ที่สามารถสร้างคอนเทนต์และประสบการณ์ที่ “เข้าถึงจริง” จะได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างชัดเจน

ข้อมูลจากรายงานยังพบว่า ชาวเมียนมาในไทยกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล 31.8% ภาคกลาง 39.2% รวมถึงจังหวัดเศรษฐกิจชายแดนอย่างตาก ระนอง และสมุทรสาคร ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการทำตลาดเชิงพื้นที่ และกิจกรรม Offline Activation

ด้าน Happio ระบุว่า กลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงตลาดนี้คือ “First Mover Strategy” หรือการเป็นแบรนด์กลุ่มแรกที่เข้าใจผู้บริโภคชาวเมียนมาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการแปลภาษา แต่ต้องเข้าใจ Pain Point พฤติกรรม และบริบททางวัฒนธรรม เพื่อสร้าง Brand Loyalty ในระยะยาว ก่อนที่ตลาดจะกลายเป็น Red Ocean ในอนาคต

“นี่ไม่ใช่แค่ตลาดแรงงาน แต่คือ ‘ตลาดผู้บริโภคใหม่’ ที่กำลังเติบโตเร็วมากในประเทศไทย และแบรนด์ที่เข้าใจก่อน จะเป็นผู้กำหนดเกมในอนาคต” นที กล่าว